[TDKR - Bane/Barsad] - Dr.Victoria ,Frankenstein n' Igor [1/2]

posted on 18 May 2013 09:08 by namgang-srifah in Fanfic-Movie

 

 

[TDKR] - Dr.Victoria ,Frankenstein n' Igor [1/2]

( chapter1 : Apolla ,The sun n' Icarus)

 

Warning : suicide thoughts , mental

Fandom : The Dark Knight Rises

Parings : Not sure , kind of Bane/Barsad , kind of Barsad/Talia , implied Talia/Bane

 

 

++++++++++++++++++++++++


 

 

 

--กลิ่นเลือด

 

 

มีเพียงกลิ่นเลือดที่ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ

 

 

เขาพยายามลืมตา

ทว่ามันยากเหลือเกิน

 

 

มือใหญ่หนาของใครบางคนกดที่หน้าอก --กดลงที่หัวใจของเขา

แรงนั้นถาโถมทับลงมาราวกับถูกภูเขาทั้งลูกถล่มใส่ เขาหายใจไม่ออก

 

 

ไม่ --ไม่ใช่เพราะแรงที่กดลงบนร่างเขา

เขาอ้าปากพะงาบราวกับปลาทองบนพื้นพรมโหยหาน้ำ

--กระสุนทะลุปอด

 

 

 

"แกมันโง่ บาร์ซาด"

 

 

 

เขาพยามจะหัวเราะขื่นๆตอบรับ แต่กลับเป็นเลือดที่พวยพุ่งออกจากปากของเขา

 

"ผมไม่กลัวความตาย"

 

เขายกริมฝีปากขึ้นแสยะยิ้ม

เอ่ยเสียงพร่าเล็ดรอดออกมาท่ามกลางเลือดที่กลั้วอยู่เต็มปาก

 

 

--ผมอยากตาย

 

 

เขาไม่ได้เอ่ยมันออกไป เขาไม่เคยบอกใคร และจะไม่มีใครได้รับรู้ถึงความปรารถนานี้

แต่ว่าอันที่จริงแล้ว เขาฝันถึงวันนี้มาตลอด ฝันถึงวันที่กระสุนทะลุร่างเขา

 ถึงวันที่มีดกระซวกทะลุท้องไส้ห้อยต่องแต่ง ถึงวันที่คอถูกฟันแยกจากตัว

 

เพียงแต่ไม่คิดว่าจะเป็น 'วันนี้'

เพียงแต่ไม่คิดว่ามันจะ 'ง่ายแบบนี้'

 

 

 

"ถ้าแกเห็นยมทูต --ไล่มันไป" 

 

 

 

เขาฉีกยิ้มกว้าง เขาไม่เห็นยมทูต เขาเห็นเพียงความมืด

 

 

 

ความมืด

กลิ่นเลือด

กับเสียงของเบน

 

มีแค่นั้น

 

ไม่มีความกลัว

ไม่มีความทรมาน

ไม่มีการกระเสือกกระสน

 

--ง่ายเกินไป ราวกับหากหลับตาลงสู่นิทรา เขาจะตื่นขึ้นพบว่ามันเป็นเพียงฝัน

 

 

 

"บอกมันว่า ฉันไม่อนุญาต"

 

"ชีวิตแกมีเจ้าของแล้ว --บอกมัน"

 

 

 

บอกยมทูต

บอกความตาย

 

 

 

เขาฝืนลืมตาขึ้นในที่สุด มองเบนที่ก้มลงมา มองดวงตาคู่นั้นของเบน

ดวงตาที่สั่งให้เขามีชีวิตรอด

 

 

"รับทราบ"

 

 

เขาเห็นเบนยิ้มภายใต้หน้ากากเหล็ก

กับคำพูดกระล่อนรับคำกระท่อนกระแท่นของเขา

 

 

 

--บางทีอาจเป็นแค่ความเพ้อพกของคนใกล้ตาย

 

 

 

แต่ไม่ใช่หรอก ไม่ใช่หรอก

เขามั่นใจว่าเบนยิ้ม

 

และ

 

มั่นใจว่าวันนี้ไม่ใช่ วันตาย ของเขา

 

 

 

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

 

 

เสียงของหมอที่ไม่คุ้นเคยดังขึ้นในความมืด

ความเจ็บของกระสุนที่ถูกแงะออกจากร่าง

ราวกับโดนเทพแห่งความทนทุกข์ทรมานฉุดรั้งจากมือของเทพมรณะ

 

 

เขามีสติขึ้นมา

 

 

มีสติพอที่จะได้ยิน ได้นับ เสียงลูกกระสุนสี่นัดกระทบลงกับถาดสแตนเลส

ก้องกังวานหวีดเสียงในโสตประสาทจนต้องขมวดคิ้ว

ในความลางเลือน ท่ามกลางความเจ็บปวด สายตาของเขาเหลือบมองเบนที่ยืนพิงอยู่ตรงกำแพง ใกล้ๆกับประตู

 

เบนยืนนิ่งไร้การขยับเขยื้อน ราวกับรูปปั้น

หากจะมีเพียงสิ่งเดียวของเบน ณ ตอนนั้นที่มิได้ใกล้เคียงกับรูปปั้นก็คือดวงตาคู่นั้น

 

ดวงตาที่มีลูกไฟอยู่

 

ไฟที่ระอุเดือด เกรี้ยวกราดราวกับลาวาที่เตรียมปะทุ

พาลให้อุณหภูมิในร่างกายของเขาเย็นยะเยือกสั่นสะท้านขึ้นมา

 

ช่างเป็นไฟที่แปลกนัก แทนที่จะมอดไหม้เขาให้เป็นเถ้าถ่าน กลับทำให้เขาหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ

 

 

เขารู้สึกว่าตัวเองเลิกคิ้วน้อยๆ แปลกใจ

ไม่ได้กลัว แต่ว่าแปลกใจ

 

 

เขาหลับตาลง และเทพแห่งความทรมานปล่อยให้เขาปิดสติสัมปะชัญญะลงอย่างง่ายดาย

 

 

 

 

 

เขาสะดุ้งตื่น

จากฝันร้าย จากความเจ็บปวด จากผลข้างเคียงของยา

มันไม่สำคัญหรอก

 

เพราะร่างของเบนนั่งอยู่ที่ข้างเตียง

เขากระพริบตาปริบๆขึ้นลงอย่างเชื่องช้า ไล่ความเบลอของภาพ

เขารอเสียงของเบน ไม่ว่าจะเป็นคำสั่ง คำด่าทอ หรือคำถากถาง

 

กระนั้นนายของเขาก็ไม่ได้เอ่ยอะไร

และการถามคำถามเบน ไม่เคยใช่นิสัยของเขา

 

เขาจึงปิดตาลง

 

พักเพื่อที่จะฟื้นตัวให้เร็วที่สุด

ฟื้นเพื่อที่จะได้รับใช้เบน

 

 

 

 

 

เขาไม่รู้ว่าห่างจากสองครั้งแรกนานแค่ไหน

แค่ครั้งนี้เขาตื่นเพราะเสียงของเบนและทาเลีย

 

บทสนทนานั้นลางเลือนเกินกว่าสมองในช่วงเวลากึ่งหลับกึ่งตื่น

และกระแสเลือดที่เต็มไปด้วยมอร์ฟีน

ไม่สามารถประมวลผลออกมาเป็นคำหรือประโยค

 

 

เขาลืมตาขึ้นมา และเสียงของทั้งคู่หยุดลงโดยปริยาย

 

 

ทาเลียมองเขา เหมือนที่ทาเลียเคยมองเขามาตลอด

--มีประโยชน์ --ไร้ประโยชน์ --คุ้มค่า --ไม่คุ้มค่า

 

 

หากแต่สายตาของเบน มันประหลาดนัก เกินกว่าที่เขาจะนิยายมันได้

แม้จะทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าแค่ไหนก็ตาม

ถ้าเขารู้จักเบนไม่มากพอ เขาจะคิดว่านั่นคือสายตาของคนที่กำลังสับสน

 

 

แต่เบนไม่รู้จักคำว่าสับสน

 

 

ทาเลียละสายตาจากเขา ส่ายหัวให้เบนและยกมือขึ้นลูบท่อนแขนของเบนช้าๆ

ด้วยท่วงท่าและมาดที่คล้ายกับคนคนฝึกสัตว์ร้ายในคณะละครสัตว์

 

เบนทำท่าเหมือนราชสีห์ที่ถูกครูฝึกออกคำสั่ง กระนั้นก็ชอบสัมผัสที่คล้ายการปลอบประโลมเอาใจนั่น

เบนเหลือบมองเขาอีกครั้ง ก่อนทาเลียจะฉุดให้นายของเขาหันหลังตาม

และทั้งคู่ก็เปิดประตูเดินออกไป ทิ้งให้เขาอยู่กับความเจ็บและความใคร่รู้ที่แทบทำหัวสมองระเบิด

 

เขาหลับตาลง ได้ยินเสียงหายใจหนักหน่วงทรมานของตัวเองคอยขับกล่อมสู่ห้วงนิทรา

 

 

 

 

 

เขาตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะสัมผัสของฝ่ามือกระด้าง

หยาบและสากกว่าคนทุกผู้ที่เขาเคยรู้จักแตะลงที่หน้าผากของเขา

 

นิ้วอันใหญ่หนา กร้านแข็ง อุ่นจนเกือบร้อนของเบนปาดเหนือคิ้วไล้ไปตามขมับของเขา

 

เขาลืมตาขึ้น ช้อนสายตาหมายจะมองเบน

 

แต่แสงไฟนีออนสะท้อนกับผนังสีขาว

ผสมอาการเมาค้างจากมอร์ฟีน

ทำให้ทุกอย่างมันช่างเจิดจ้าแสบตา

 

เขามองไม่เห็นใบหน้าของเบน

ได้ยินแต่เสียงหายใจแตกๆที่ลอดออกมาจากหน้ากากเหล็กกล้า

 

 

"พักเสีย"

 

 

เบนบอก

 

 

"นิทรา"

 

 

และเช่นเคย เช่นทุกครั้ง

เขาน้อมรับทุกคำสั่งจากนายเหนือหัว

 

 

 

 

 

ครั้งที่ห้า ครั้งสุดท้าย และครั้งแรก..

 

เขาตื่นขึ้น ไม่มีเงาของเบน ไม่มีเงาของทาเลีย

 

มีเพื่อนสามคนดูแลเขา

เขาเอ่ยปากถามว่านี่วันอะไร และเสียงที่ออกมาจากปากนั้น

แหบพร่าเสียจน มีใครสักคนวิ่งไปหาแก้วน้ำมากรอกปากเขาแทบไม่ทัน

 

 

--สามวัน

 

 

นายอยู่ไหน

เขาเอ่ยปากถามหาเบน

 

 

พวกนั้นมองตากัน ไม่มีคำตอบเล็ดรอดออกมา

มีแต่มือที่พยายามดันให้เขานอนลงกับเตียง

 

 

เขาปาดสายตาคมกริบ มั่นใจว่ามันต้องดูเหมือนหมาบ้า

ที่พร้อมขยุ้มทุกอย่างที่ขวางหน้าเป็นแน่

เพราะพวกนั้นผงะออกไป สีหน้าเจื่อนอย่างกับถึงฆาต

 

 

--เบน --ลูกพี่อยู่ที่ไหน

 

 

เขาคำราม แต่เสียงที่ออกมามันช่างแผ่วเบา แตกพร่า

เขาลุกขึ้นยืน ก้มลงมองผ้าพันแผล มองเลือดที่ซึมออกมา

กัดฟันรับรู้ว่านี่คือความเจ็บปวด หลักฐานของการมีชีวิตอยู่

 

 

ไปแล้ว --พวกนั้นบอก

 

 

เขาแทบทรุด ใจนั้นโหวงวาบขึ้น

เขาไม่ได้ถามออกไปด้วยซ้ำว่าเบนไปไหน

 

 

เขาคว้าเสื้อขึ้นสวมทับร่างกายซอมซ่อเต็มไปด้วยผ้าพันแผลนี้

ผลักพวกนั้นให้หลีกทาง และเดินกระเผลกไปตามทางเดิน

 

 

 

ทาเลีย!

 

 

 

เขาตะโกน เสียงกระจายก้องสะท้อนไปทั้งอาคาร

พวกนั้นกระโดดตะครุบเขา พยายามเอามือปิดปาก

เขาสะบัดพวกมันออก สะบัดพวกนั้นล้มกระเด็นกระดอนไปคนละทางด้วยร่างกายซอมซ่อนี้

 

ราวกับอะดรีนาลีนหลั่งจนมลายความเจ็บปวดออกจากกระแสเลือด

 

 

 

ทาเลีย!

 

 

 

ทุกคน --ยกเว้นทาเลีย กรูกันมาจากแห่งหนใดไม่ทราบ

รุมล้อมเขา พยายามจะกดเขาลงกับพื้น พยายามจะลากเขากลับห้อง

ใส่กุญแจล็อค ขังเขาเหมือนกับหมาบ้า

 

เขาสะบัดพวกมัน ชกพวกมัน เตะพวกมัน เหวี่ยงพวกมันไปคนละทาง

 แผลที่เริ่มสมาน ฉีกขาดออกจากกัน

 ผ้าพันแผลสีขาวตอนนี้ย้อมไปด้วยเลือดสีแดงสด

 

 

เขาหน้ามืด เขาอ้าปากจะตะโกนอีก แค่ลำคอนั้นแห้งผาก

 ลมหายใจติดขัด หน้าอกร้าวระบม

 

 

สิ่งที่เขาทำได้คือแค่อ้าปากและหุบ ราวกับปลาทองโง่ๆในโถแก้ว

เขาคิดว่าจบแล้ว

เขาต้องโดนพวกมันลากกลับห้อง มัดมือ มัดปาก ราวกับหมูในอวย

แต่พวกมันกลับหยุด ล้อมเขาไว้ เงียบกริบราวกับกำแพงมีชีวิต

 

 

 

...ทาเลีย...

 

 

 

เขาหันหลัง

ทาเลียอยู่ตรงนั้น

 

 

ยืนสง่างามราวกับกษัตริย์ --กษัตริยา

 

 

กษัตริยา

 

 

ตาเขาพร่ามัว ไม่รู้เพราะรัศมีจากทาเลีย หรือเพราะพิษแผล

 

 

"อยากจะเจอฉัน?" ทาเลียถาม ยื่นมือเข้ามาใกล้

เขาขยับจะก้าวเท้าถอยหลังแต่กลับโดนทาเลียคว้าตัวยื้อร่างเอาไว้

 

 

"ฉันอยู่ตรงนี้แล้ว"

รอยยิ้มที่สวยงามราวเทพธิดาของทาเลียเคลือบไปด้วยยาพิษ

 

 

ความน่ายำเกรง

 

 

นั่นคือสิ่งที่กษัตริยามี

ไม่ว่าจะเป็นนักสู้ มือสังหาร สัตว์ป่า อสูรกาย

ทาเลียกำราบมันไว้แทบเท้า

 

 

เขากลืนน้ำลาย

"เขาไปแล้ว"

น้ำเสียงแผ่วพร่าออกจากปากของเขาพร้อมกับเสียงหายใจกระท่อนกระแท่น

คำบอกเล่า หรือคำถาม เขาไม่อาจรู้ใจตนเอง

 

 

ตาเขามัวไปหมด

หากไม่ใช่เพราะพิษไข้ ก็คงจะเป็นด้วยน้ำตา

 

 

"เบนหรือ?" ทาเลียถาม คิ้วนั้นเลิกขึ้นบนใบหน้างาม

 

"เขาไปไหน?" เขาไม่ตอบ แต่กลับถามกรรโชกเสียงขึ้นอย่างไม่รู้ต่ำรู้สูง

สัมผัสได้ถึงร่างกายสั่นสะท้านแทนตัวเขาเองจากเพื่อนรอบด้าน ที่หวั่นเกรงทาเลียจนหัวหด

 

 

ทาเลียนิ่งเงียบ

 

 

เขาจึงรู้ว่าเขาเดินหมากผิด

ถึงทาเลียอยากบอก ก็บอกเขาไม่ได้

 

ประการแรก เธออาจเสียการปกครอง

 

ประการสอง เกลือเป็นหนอน

พวกหนูสกปรกของราซ อัล กูล พ่อของเธอ

ปะปนอยู่ในนี้ราวกับเชื้อโรคที่กำจัดไม่มีวันออก

 

 

ทาเลียจะไม่เสี่ยงให้ใครรู้ปลายทางของเบน --ถ้าเธอรู้

 

"เขาถูกไล่ออกจากสำนัก" ทาเลียตัดสินใจตอบเขาแบบนั้น

 

 

 

เขาไม่ได้ตกใจ

เขารู้

 

 

 

"กลับไปพักซะ" ทาเลียสั่ง เลิกเสื้อที่คลุมร่างของเขาขึ้น

มองพินิจบาดแผลใต้ผ้าพันแผลสีเลือด "ก่อนที่จะตายเอา"

 

 

กษัตริยาแสนสวยหันหลังและเดินกลับไปทางเดียวกับที่เธอโผล่มา

 

 

เขานิ่ง

เพราะมันยากแม้กะทั่งจะหายใจให้เต็มปอด

 

 

ทุกคนเลยคิดว่าเขา จบ

เขา ยอม แล้ว

 

 

 

--ฝันเหอะ

 

 

 

เขาเค้นเสียงกลั้วหัวเราะแหบพร่าดังกังวานไปทั่วอาคาร

"ตาย --ตายหรือ นั่นมันเรื่องขี้ประติ๋ว มิสอัล กูล" 

 

 

ทุกคนชะงัก ทาเลียชะงักหันกลับมา

รอยยิ้มหวานเคลือบน้ำพิษ กลายเป็น รอยแสยะยิ้มเหี้ยมในชั่วพริบตา

 

 

"เช่นนั้นมา บาร์ซาด ตามฉันมา" ทาเลียเอ่ยในที่สุด

ท่ามกลางความประหลาดใจของทุกคน --ของเขา

 

 

ทุกคนแหวกทางให้ทาเลีย

เขาเดินกระเผลกตามทาเลีย

เจ็บเจียนตาย เวียนหัวเจียนจะล้ม ขาสั่นแทบทรุด

แต่เขาตั้งหลังตรง ตีหน้าตาย ราวกับความเจ็บปวดทำร้ายเขาไม่ได้

 

 

"คนอื่นไม่ต้องตามมา" ทาเลียประกาศ รอยยิ้มกระจายไปทั่วน้ำเสียง

"สภาพอย่างกับซากศพแบบนี้ เขาทำอันตรายอะไรไม่ได้หรอก"

 

 

บาร์ซาดไม่มีอารมณ์จะชวนหัว หากปกติเขาจะนึกขัน

เขาในสภาพแบบนี้ แต่พวกนั้นมีเป็นสิบ เอาเขาไม่อยู่

จนนายหญิงต้องลงมาเอง

 

 

เขาไม่รู้ทาเลียแกล้งหรือเปล่า แต่เธอเลือกที่จะเดินขึ้นบันได

เขาแทบสลบทุกครั้งที่ก้าวเท้าตามขั้นบันได

รู้สึกราวกับตัวเองกำลังปืนเขาไร้ที่ยึดเกาะ

เสียงหายใจของเขาหอบดังจนแทบจะเท่ากับ

เสียงหายใจของเบนยามผ่านหน้ากากเหล็ก

 

 

ในที่สุดก็ถึง

ห้องนอนของทาเลีย

ห้องที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีบุญได้ก้าวขาเข้าไป

 

 

 

"มา" ทาเลียเอ่ยพร้อมกับผลักประตูและผายมือเชิญเขาเข้าไป

 

 

 

เขาลังเล แต่ไม่แสดงมันออกมา เขาก้าวเข้าไปในนั้น

ในห้องที่เกือบเหมือนห้องประหารสำหรับเขา

โดยที่สีหน้าไม่กระตุก

 

 

ทาเลียปิดประตู ลงกลอน เดินผ่านเขาไปปิดหน้าต่างทุกบาน

ลากผ้าม่านปิดทับ ก่อนล้มตัวนั่งลงบนเตียงขนาดใหญ่ มุมทั้งสี่มีเสาไม้ยึดกับเพดานห้อง

 

 

เขายืนนิ่ง อยู่ตรงหน้าประตูที่ถูกลงกลอน

ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะได้กลับออกไปอย่างมีชีวิตหรือไม่

 

 

 

"เขาอยู่ที่ไหน" เขาโพล่งออกไป

 

 

 

ทาเลียถอนหายใจในความดื้อดึงของเขา

 

"เรารู้ว่าเธอเป็นใคร บาร์ซาด" ทาเลียเอ่ย

เรา --ทาเลียกับเบน

 

เขาหน้ามืด หน้ามืดจริงๆ เหมือนคนเสียเลือดเยอะไป

สมองเหมือนกับขาดออกซิเจนคิดอะไรไม่ออก

หาคำโต้ตอบกับหญิงสาวตรงหน้าไม่ได้

 

 

"สายลับของพ่อฉัน" ทาเลียเฉลย

"กำจัดเบน นั่นใช่มั้ยสิ่งที่พ่อบอกให้เธอทำ"

 

 

เขาไม่ได้ตกใจกับข้อเท็จจริงที่ว่าหล่อนรู้ด้วยซ้ำ

 

 

"ภารกิจเธอเสร็จสิ้นแล้ว บาร์ซาด"

 

 

--เบนไปแล้ว

--ไม่ตายแต่ก็ถูกกำจัด

 

 

เขาหายใจหอบ ตาลาย หลังที่ตั้งตรง ตอนนี้เขาไม่สามารถฝืนมันได้อีกต่อไป

อันที่จริงเขาน่าจะล้มลงกับพื้นลงไปนานแล้ว

ถ้าไม่ใช่ว่าความดันทุรังของเขามันมากกว่าคนอื่นเท่าตัว

 

 

"แต่เขาจะกลับมารับคุณ?"

เขาถามเพราะเขารู้จักเบน รู้จักเบนเช่นเดียวกับที่รู้จักตัวเอง

ไร้ทาเลีย เบนก็ไร้ชีวิต เช่นเดียวกัน ไร้เบน เขาก็ไร้ชีวิต

 

 

ทาเลียลุกขึ้นยืน คิ้วบนใบหน้างามนั้นเลิกขึ้นสูงอย่างแปลกใจ

"ทำไมคุณต้องสน"

 

เธอพูดถูก เขาไม่สน

 

 

"เขาเดินเท้าไปใช่ไหม ตั้งแต่เมื่อไหร่" เขาถามกลับ

 

 

ทาเลียเงียบไปครู่หนึ่งราวกับชั่งใจตัวเอง ก่อนจะตัดสินใจตอบ

"3 ชั่วโมงก่อน"

 

 

เขากระพริบตา ลากเท้าที่หนักราวกับเหล็กตันขึ้นเรื่อยๆเข้าไป

ยืนตรงหน้าทาเลียซึ่งนั่งอยู่ปลายเตียง

เขาหอบ หอบเหมือนวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่ปอดของเขาทำงาน

 

 

"ทางไหน"

 

 

ทาเลียคว้ามีดขึ้นจากหลังเสื้อ ตวัดคมมีดนั้นจี้หน้าท้องของเขา

ความเย็นยะเยือกของคมมีดแผ่ซ่านเข้ามาแม้จะมีผ้าพันแผลกั้นขวาง

เขาไม่ขยับ ตาไม่กระพริบ ไม่มีความตกใจไหลเวียนในเส้นเลือด

 

 

--เขาอาจจะตาย

--วันนี้

 

 

ทาเลียลุกขึ้น ปลายมีดยังคงจ่อที่ท้องของเขา ระยะห่างระหว่าง

เขาและทาเลียห่างกันแทบไม่ถึงคืบดี

จนกะทั่งบัดนี้ เขาก็ยังไม่กลัว

ทาเลียไล้มีด แนบคมกับลำคอของเขา

 

 

"เบนบอกให้ไว้ชีวิตคุณ" ทาเลียขยับปลายมีด

ไล้ไปตามผิวอันเปลือยเปล่าตรงลำคอของเขา

 

 

"เขาไม่เคยบอกให้ไว้ชีวิตใคร" เขาค้าน เขารู้จักเบน

ทุกอย่างที่อยู่ใกล้ตัวเบนล้วนพินาศมอดไหม้เป็นจุล

เบนฆ่าทุกอย่าง ทุกคนกับเบนไม่ใช่การสู้รบกับเบนคือความตาย

คือความเกรี้ยวกราดของความอยุติธรรม

 

 

เพราะอย่างนั้นเบนจึงไม่เคยปล่อยให้ทาเลียอยู่ใกล้ตัวเกินไป

เพราะอย่างนั้นเบนจึงเลือกที่จะไป แทนที่จะสู้

 

เพราะรอบตัวเบนมีเพียงความฉิบหายวอดวายวิปโยค

 

 

 

"คุณเป็นคนแรก ฉันก็แปลกใจเช่นกัน"

น้ำเสียงของทาเลียนั้นมีความโมโหอยู่ เธอเบนมีดออก

เอามือที่ถือมีดอยู่นั้นบีบคางเขาแน่น

 

แรงของทาเลีย --เขาต้านไม่ไหว

เขาเข่าทรุดลงกับพื้น หน้ามืด

 

ทันทีที่ทาเลียปล่อยมือที่กุมคางของเขาอยู่ หัวเขาก็ตกลงวูบแทบเท้าของทาเลีย

เท้าของทาเลียเยื้องย่าง และเขี่ยร่างของเขาพลิกขึ้น นอนแผ่หรา

เขาหายใจหอบ มือเลื่อนไปกุมยังบาดแผลที่เลือดไหลซึม

 

 

"เขาจะกลับมา บาร์ซาด" ทาเลียบอก น้ำเสียงนั้นเหี้ยมเกรียม

ทรงสง่า เขารู้ เขารู้ว่าเธอต้องเป็นเจ้าสำนักคนต่อไปได้แน่

ต่อจากพ่อของเธอ สายเลือดผู้นำไหลเวียนอยู่ในร่างกายบอบบางนั้น

 

 

"กลับมาเพื่อฆ่าคุณด้วยมือของตัวเอง"

 

 

--เป็นตอนนั้นกระมั้งที่เขาถึงเพิ่งเริ่มมั่นใจว่านี่ไม่ใช่ฝันร้ายจากพิษไข้

 

 

"บอกผม" เขาเอ่ยเสียงกระท่อนกระแท่น พยายามจะดันตัวลุก

แต่ทาเลียไม่ยอม เท้าของเธอกดตรึงเขาไว้กับพื้น

"--ว่าเขาไปทางไหน"

 

 

"คุณฆ่าเขาไม่ได้หรอก แค่ฉันคุณยังเอาชนะไม่ได้เลย บาร์ซาด"

 

 

เขาอยากจะกลั้วหัวเราะออกมาให้ดังสนั่นทั่วห้อง

ราวกับเสียงหัวเราะของปีศาจ

แต่ความเจ็บปวดทำให้อารมณ์ขันเขาจืดจาง

 สิ่งที่เขาทำก็แค่เอ่ยถึงข้อเท็จจริง

 "ถ้าผมจะฆ่าเขา ผมคงไม่รับกระสุนแทน"

 

 

ทาเลียนั่งยองๆลงที่เหนือหัวของเขา มือของเธอลูบแก้มของเขา

มือที่สากกว่าที่เห็น กว่าที่จินตนาการไว้

 

ทาเลียก้มมองเขา สบตาเขาตรงๆเป็นครั้งแรก

จ้องเขาราวกับกำลังประเมินค่า กำลังล้วงความลับที่ซ่อนเร้น

 

นัยน์ตาของลูกสาวราซ อัล กูล ผู้นี้งดงาม ดุดัน

ราวกับพายุกลางมหาสมุทรที่ดูดกลืนทุกอย่างลงก้นทะเล

เป็นแววตาที่สะกดในคนนับถือ

 

 

ยำเกรง

น่าหวาดหวั่น

 

แต่

 

ยัง

ยังไม่ใช่ไฟที่แผดเผาเขา

 

 

และในที่สุดทาเลียทำสีหน้าเหมือนรู้แจ้ง เข้าใจปริศนาทุกอย่าง

 

 

"คุณหลงเบน" เสียงของเธอที่เอ่ยเอื้อนนั้นดังแผ่วหวิว ราวกับ

เธอกำลังกระซิบคำนั้นที่ข้างหู "หลงรักเป้าหมายที่ต้องกำจัด"

 

 

"หลงรัก?" เขาทวนเสียงแตกพร่าเบาหวิว "ผมเสพติดต่างหาก"

 

 

เสพติดความกลัวที่เบนมอบให้

 

มีเพียงเบนที่ทำให้เขารู้สึกว่ายังมีชีวิต

 

 

ทาเลียเงียบ กำลังใช้ความคิด นัยน์ตาคู่งามนั้นไม่ละสายตาออกจากเขา

สะกดให้เขานิ่งเงียบ รอรับฟังคำบัญชาจากกษัตริยา

 

"เขาจะแผดเผาคุณ บาร์ซาด" ทาเลียเอ่ยในที่สุด มือของเธอ

สัมผัสใบหน้าเขาอย่างอ่อนโยนเป็นครั้งแรก

"เขาเป็นตะวันที่เผาทุกอย่าง ยกเว้นเจ้าของ"

 

 

--นั่นแหละ สิ่งที่เขาต้องการ

 

ให้เบนแผดเผาเขา สูบชีวิตเขาจนกว่าจะถึงความตาย

 

 

"ไม่มีตะวัน ก็ไม่มีชีวิต" เขาตอบอย่างง่ายดาย ไม่ต้องคิดด้วยซ้ำ

"เบนจะทำให้คุณตาย" ทาเลียส่ายหัวเบาๆ

"ผมไม่กลัวตาย" เขาตอบ

 

 

ทาเลียมองเขาราวกับเวทนา

 

 

"เขาจะกลับมา บาร์ซาด --กลับมาหาฉัน เจ้าของเขา"

น้ำเสียงนุ่มนวลหลุดออกจากปากของนายหญิง

เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นความเป็นอิสตรีจากอีกฝ่าย

ความเป็นภรรยา ความเป็นแม่ ความอบอุ่น

 

 

"มาเป็นคนของฉัน บาร์ซาด รอเป็นเพื่อนฉัน และ--"

 

 

 

 

 

 

 

--เชื่อมั่นในตัวเบน

 

 

 

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

 

 

--ไม่ใช่แค่แกที่อยากจะตามเขาไป

--พวกเราเกือบทุกคน เลือกที่จะตามเขาไป

--เบนฆ่าพวกเรา บาร์ซาด

--เบนจะฆ่าทุกคนที่ตามเขาไป

 

 

บาร์ซาดกลืนน้ำลาย ตะวันเหนือหัวเขาสาดแสงแรงกล้าเสียจน

เขารู้สึกแทบละลาย ทุกย่างก้าวของอูฐที่เขาขึ้นคร่อมอยู่

เล่นเอาสะเทือนแผลไปหมด

 

ชายหนุ่มยกขวดน้ำขึ้นกระดกดื่ม

สายตาที่พร่ามัวมองทะเลสีเหลืองที่สุดลูกหูลูกตา

 

 

--รอเถอะ เขาไม่ตายหรอก

--ตราบใดที่ฉันไม่อนุญาตให้เขาตาย เขาจะไม่ตาย

 

 

บาร์ซาดเลียริมฝีปากตัวเอง ยกท่อนแขนขึ้นปาดเหงื่อที่ชโลมใบหน้า

 

 

--คุณจะตายก่อนที่พบเขา บาร์ซาด ถ้าขืนดันทุรังแบบนี้

 

 

บาร์ซาดกระตุกยิ้มขึ้นอย่างช่วยไม่ได้

บางทีอาจจะจริง อย่างที่ทาเลียบอก

เขาอาจจะตายก่อน

 

ร่างของชายหนุ่มโอนเอนไปมาบนหลังอูฐ ก่อนตกลงบนพื้นทราย

เจ้าอูฐหนุ่มทันทีที่คนขี่มันตกพื้น ก็กระโจนทะยานหายลับไป

 

มาได้เท่านี้แหละ ทางที่เขาเลือกเดิน

บาร์ซาดหอบระทวย บอกกับตัวเอง

 

เขาปิดตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน

เขาสู้มากพอแล้ว มากกว่าใครทั้งสิ้นสู้เพื่อเบน

 

มันจะเป็นอะไรไป..

เขาได้ตายเพราะเขาสู้ให้กับสิ่งที่เขาเชื่อมั่น

 

 

  

ยัง 

 

 

 

 

ยังไม่พอ 

 

 

 

 

 

บาร์ซาดกัดฟัน ยันร่างตัวเองขึ้นจากพื้นทรายที่ร้อนฉ่า

 

 

 

 

  

ต่อให้ต้องคลานไป 

 

 

 

 

บาร์ซาดลุกขึ้น ออกเดิน

และ ตอนที่เขาเงยหน้าขึ้น

 

 

เหมือนจะไม่ใช่เพียงพวกพ้อง

ไม่ใช่แค่ทาเลีย

ที่ยอมแพ้ความดื้อดึงของชายหนุ่ม

 

เหมือนว่าสวรรค์ก็ยอมบาร์ซาด 

 

 

เพราะ

 

 

บาร์ซาดเห็นอูฐของเขา

 

 

 

 

 

--ในมือของเบน

 

 

 

 

TBC

 
 
 
 
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
แต่งไว้ตั้งแต่ตอนก่อน TDKR ออกแผ่น...
 
มันควรจะมีสามพาร์ท แต่ถูกทอนเรื่องสองพาร์ท และจบแบบค้างคา
อันที่จริงแต่ล่ะพาร์ทก็จบด้วยตัวของมันเอง..
 
ฉะนั้นอันที่จริงนี่ก็จบแล้ว? 
 
จบแค่นี้ได้มั้ย ฮือ ไม่อยากลงพาร์ทสองให้รู้ว่าเขียนเบนได้ OOC มาก 
แต่จริงๆ มันควรจะลงให้ครบสามพาร์ทนะ ; __ ;
เพราะเราชอบชื่อตอนที่ตั้ง 555
 
ตามแผนแรกเป็นแบบนี้
 
Apollo ,The sun and Icarus
Dr.Victor ,Frankenstein and Igor
Turandot Calàf and Liù
 
เป็นการเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของ ทาเลีย เบน แล้วก็บาร์ซาด
แต่...เอ้อ ตั้งเท่ๆไปงั้น จริงๆก็ไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อเรื่องเท่าไหร่หรือเปล่า 55
 
จริงๆพาร์ทสามที่เป็นช่วงเวลาในหนังยันทุกคนตาย น่าเขียนมาก ; _ ; แต่ไม่กระเตื้อง
เราว่าทาเลียเย็นชาแต่ก็อ่อนไหวเหมือนพระนางทูรันดอท
เบนจริงๆก็อุทิศตัวเพื่อรักอย่างกับเจ้าชาย บาร์ซาดก็เหมือนหลิวภักดีกับเจ้าชายนัก 55555
 
หลิวแบบที่รู้นะ ว่าถ้าตัวเองตาย แล้วทูรันดอทกับเจ้าชายครองรักกัน เจ้าชายก็ต้องหวนคิดถึงหลิวเสมอ
ในเมื่อไม่ได้เจ้าชาย เพราะใจของเจ้าชายเป็นของพระนางทูรันดอท
สิ่งสุดท้ายที่หลิวจะทำเพื่อชนะทูรันดอทได้ ก็คือ ยอมตายเพื่อเจ้าชาย เพื่อที่เจ้าชายจะได้จดจำ
 
พาร์ทนั้นจริงๆออกจะอลวนชวนหัว เขียนไง เบนก็จะ OOC อย่างเดียว เลยขี้เกียจ =  =
แบบ ทาเลีย ก็อยากให้เบนกับบาร์ซาดรอด นี่เป็นเรื่องของตัวเอง ตัวเองก็ควรเป็นคนเดียวที่ตาย  เบนก็อยากให้ทาเลียรอด จะฝากฝังกับบาร์ซาดให้ออกไปจากกอทแธมก่อน บาร์ซาดก็บอกนายกับนายหญิงไปเหอะ ตัวเองจะกดชนวนเอง 55 สุดท้ายก็ ....เดี้ยงหมด ....โดยที่ระเบิดไม่ระเบิดด้วยซ้ำ ; ____ ; 
 
http://en.wikipedia.org/wiki/Turandot แปะลิ้งเผื่อ ทูรันดอทนี่คนน่าจะรู้จักน้อยที่สุดป่ะ 
อันแรก ปกรณัมกรีก เทพอพอลโล่ ตะวัน อิคารัส คงคุ้นกันอยู่แล้ว
อันที่สองก็ ผีดิบแฟรงเก้นสไตลส์[อิกอร์มันอยู่ในเรื่องแดรกคูล่าไม่ใช่เรอะ]
 
จบเถอะ 555 ไม่เวิ่นละ

edit @ 18 May 2013 10:15:47 by น้ำแกงสีฟ้า

 
 
คำเตือน : สปอยทั้งหนัง ละครเวที หนังสือ และ บลาๆ ที่เกี่ยวกับ Les Miserables
คำเตือน : เอ็นทรี่นี้น่าจะยาวมากจริงๆและหาสาระไม่ได้นอกจากความบอบช้ำของเรา และจะพล่ามหลายหัวข้อมาก ไม่ได้จัดด้วย พิมพ์ตามอารมณ์ล้วนๆ ฉะนั้นซ้ำบ้าง มั่วบ้าง ขออภัยค่ะ ; _ ;
 
ปล. จริงๆบล็อคนี้เขียนเพื่อจะร้องไห้เรื่องล่างสุดเลย เรื่องบทสัมภาษณ์ของจอร์จ ฉะนั้น ถ้ารู้จักคู่นี้อยู่แล้ว ข้ามไปอ่านล่างสุดเลยก็ได้ ; __ ; 
 
 
 
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 

ใครมีทวิตหรือเฟสเราคงมีเห็นผ่านๆมั่งล่ะมั้ง ว่าตั้งแต่ช่วงแรกที่เลมิสเข้าแล้ว เราตัดสินใจลงเรือที่คนไทยแทบไม่รู้จักกันเลย ; ___ ;  
 
ชื่อเรือว่า E/R หรือ Enjolras/Grantaire 
 
ไม่รู้จักใช่มั้ยคะ ; __ ;  
 
 
เตือนความจำกันสักหน่อย

คนนี้คืออองฌอลราส 
 
[รูปทำร้าย...] 

ถ้าใครดูคงจะจำได้ว่าเขาคือ ผู้นำนักศึกษาหัวก้าวหน้าที่นำคณะปฏิวัตินั่นเอง คนที่มีหน้าที่ -โบกธง- สีแดงๆ
กับ พูดใส่หน้ามาริอุสว่า Who cares about your lonely soul!  
 
 
ส่วนคนนี้คือกรองแตร์
 

 [รูปทำร้าย...] 
 
วีรกรรม - จูบมาดามเพื่อขโมยเก้าอี้ , เคาะเปียโนพังๆ , ร้องท่อน อู้วววว แอนด์ อ้าาาาาาา , ให้ท้ายมาริอุสตอนมาริอุสสวนกลับอองฌอลราส
 
 
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
คือบอกก่อนว่า
เราก็ไม่เข้าใจนะ ทำไมเราต้องมาโดดลงเรือลำนี้ด้วย ทั้งที่แบบ...ไม่เคยขึ้นมาก่อนว่าเรือลำนี้จะส่งผลกับเราได้ขนาดนี้ คือแบบ ในหนังมันแทบไม่มีอะไรเลย ยิ่งคนไม่เคยดูละครเวทีเรื่องนี้ หรือ อ่านนิยายเรื่องนี้มาก่อนแบบเรา
 
ไม่น่าจะตกหลุมรัก ชิป นี้ได้
 
 
 
คือ... ถ้าท่านจะจิ้นวายหนุ่มๆ ท่านก็จะจิ้น วัลฌอง/ฌาแวร์ ไม่ก็ อองฌอลราส/มาริอุส ใช่มะ
 
 
 
แล้วกรองแตร์นี่มันคือใคร ; ____ ;
 
 
 
คือเพื่อนเรา แม้กระทั่งเพื่อนผู้ชาย ยังบอกว่ามันจิ้น อองฌอลราส/มาริอุส
 
 
 
แต่เรา...ตั้งแต่รอบแรกที่ดู ตั้งแต่ที่ยังไม่รู้ว่า กรองแตร์ ชื่ออะไร เขาเป็นใคร คาแร็กเตอร์แบบไหน เราก็ตัดสินใจกระโดดลงเรือลำนี้ทันทีแบบไร้สาเหตุ
 
จนบ้าคลั่ง หาละครเวทีมาดู อ่านฟิค อ่านนิยายช่วงบาริเคดบอยเล่มอังกฤษผ่านๆ [ภาษาแอบแปลยากอ่ะเลยอ่านผ่านๆ] 
 
คือเราก็ไม่รู้นะ ทำไมเราถึงชอบลงรักตัวประกอบที่ในหนังแม้แต่ชื่อยังไม่มีหลุดมา!! [จริงๆเลมิสนี่ไปดูซ้ำหลายๆรอบมาริอุสเคยเรียกชื่อกรองแตร์ครั้งหนึ่งแต่ซับไทยชื่อไม่ขึ้น ฉะนั้นไม่นับ เพราะเราไม่เห็น และทุกคนก็คงไม่เห็น ถถถ] 
 
อย่างบาร์ซาด ใน The dark knight ries นั่นก็อีกคน ที่เราบ้ามากๆ ; ___ ;  
 
คือ มันเป็นอะไรไม่รู้นะ อะไรที่แคนน่อน มันไม่ค่อยโดนใจเรา ชอบโดนทำร้ายด้วยการชอบอะไรแรร์ๆ 
 
 
 
ซึ่งก็ยังดีในต่างประเทศ ทั้งบาร์ซาด ทั้งกรองแตร์ ตอนนี้ถือว่าไม่แรร์เอาซะเลย ถถ เรายังมีที่เสพสุข
 
 
 
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
คือหลังจากบ้า อองฌอลราส/กรองแตร์ เราก็ค้นพบว่า หนุ่มๆคณะปฏิวัติน่ารัก โมเอะ ทุกคน ถถถ
[สารภาพเลย เราไปดูเรื่องนี้ในโรงหลายรอบมาก แต่ไม่สนใจ วัลฌอง ฌาแวร์ ฟองทีน โคเซ็ต มาริอุสเลย สนใจแต่หนุ่มๆพวกนี้แหละ *ฮา* ถ้ากรอหนังในโรงได้ เราคงเข้าไปดูกรอแค่ฉากก่อนพวกหนุ่มๆตายกันหมด]
 
 
คือพวกหนุ่มๆคณะปฏิวัติเนี่ยปกติเขาจะเรียกกันสองชื่อ barricade boys กับ Les Amis de l'ABC  (the Friends of the ABC) 

ชื่อแรกแฟนๆเรียก ถถถ หนุ่มๆเครื่องกีดขวางค่ะ ถถถ ชื่อแสงชื่อกลุ่มปฏิวัติ ที่พวกหนุ่มๆใช่เรียกตัวเองกัน 
 
เราอยากจะแนะนำหนุ่มๆทุกคนตรงนี้เลย แต่แบบว่า .. เดี๋ยวมันจะยาวเกิน แถมเราก็ไม่ได้ยังอ่านนิยาย เดี๋ยวจะเข้าใจอะไรผิดไป Orz 
 

ฉะนั้น ถ้าอยากรู้จักหนุ่มๆ ประวัติความเป็นมา คาแร็กเตอร์ อะไร
 
จิ้มทัมเบลอร์นี้เลยค่ะ http://theabcguide.tumblr.com/GettingToKnowSeries
 
 
 
เอาที่เด่นๆ ในหนังที่ ถ้าคนไปดูแล้วจดจ่อหน่อย น่าจะจำหน้ากันได้คือ 

 
Joly โจลี่ - นักศึกษาแพทย์ฝึกหัด อะไรทำนองนี้แหละ ถถถ เอาเป็นว่าเป็นหน่วยพยาบาลประจำกลุ่ม 
 
 
หน้าตาโมเอะ คาดว่าคงจะจำกันได้ >///< เพราะ ...ก็หน้าตาเข้าโมเอะอ่ะ! โมเอะมากกกกกกกก 
แถมได้ท่อนโซโล่ร้องตอนมาริอุสเดินเข้ามาด้วย ฉะนั้น .. อืมม ก็ถือว่าเด่นอยู่นะ ในบรรดาหนุ่มๆ 
 
 
กับ 
 
Coufeyrac กูร์เฟรัค - ถ้าในหนังสือนี่ เขาเป็นแบบหนุ่มป๊อปค่ะ ป๊อปกว่าอองฌอลราสผู้นำอีก เป็นหนุ่มแบบอัลฟ่า รู้จักคนเยอะแยะ เข้าสังคมเก่ง สาวรักสาวหลง เจ้าเล่ห์ไม่น้อย ถ้าว่ากันตามหนังสือ คือเพื่อนสนิทมาริอุสค่ะ ... คือ ถ้าเอาตามหนังสือ อองฌอลราสกับมาริอุส แทบจะไม่ได้ใช่เพื่อนกันเลยค่ะ มาริอุสเข้าร่วมเพราะกูร์เฟรัคลากมาด้วยเฉยๆ 
 
 
แต่เอิ่ม Fra Fee [นักแสดง] หน้าโมเอะไปอ่ะ ถถถ เหมือนหมีตัวใหญ่ๆ แล้วก็ซื่อๆ คือแบบ คิดว่า กูร์เฟรัคของ Fra Fee ม่อสาวเก่งๆไม่ออกเลยอ่ะ คือหน้าตาดูเป็นพ่อหมีใสซื่อมากๆ ถถถถถถ 
 
 
 
คนสุดท้ายที่น่าจะจำได้อีกคน
 
 
Combeferre (กงบ์แฟร์??) - ตามหนังสือ หรือ แม้จะในหนังก็ตาม คือมือขวาของอองฌอลราส เหมือนเป็นรองผู้นำประมาณนั้น ถถ ในหนังสือ คาแร็กเตอร์น่ารักมากเลยอ่ะ เหมือนแม่คอยดุลูกๆ มองโลกในความจริงมากกว่าอองฌอลราส 
 
 
คือที่ว่าน่าจะจำได้ เพราะเขาคือคนที่เข้าไปด่า มาริอุส ที่ขู่จะจุดไฟให้มันระเบิดตูม วอดวายกันไปหมดนั่นเอง แล้วก็ค้าน อองฌอลราสที่จะให้ฌาแวร์กับวัลฌองด้วย 

คือจริงๆ เขาอาจไม่เด่น แต่การแสดงเขามีนัยยะมากเลยนะแต่ละฉาก อย่างตอนที่เข้าไปกอดกูร์เฟรัคที่จะปรี่ออกไปเพราะกัฟรอชตาย หรือตอนที่เหลือกันอยู่ 4 คนบนคาเฟ่ เขาจะกางแขนออก เหมือนพยายามจะปกป้องเพื่อน
 
คือกงบ์แฟร์เป็นคาแร็กเตอร์แบบ พี่ใหญ่ ที่คอยดูแลคนอื่นอ่ะ ; _ ; เป็นคนมีเหตุผลมาก เป็นหนอนหนังสือ แต่ก็กล้าหาญ

ปล.โอ้ย ประเด็นคือในหลายๆเวอร์ชั่น เขาเป้นหนุ่มแว่นด้วยนี่สิ ถถถถถ 
 



ส่วนหนุ่มๆคนอื่น... คิดว่าคงจะจำกันไม่ได้ถ้าไม่ได้ใจจดใจต่อ เพราะนอกจากที่กล่าวไปแล้ว ก็แทบไม่มีท่อนร้องโซโล่หรือบทพูดเด่นๆ สถานการณ์เด่นๆให้จดจำเลยอ่ะ ; ___ ;  
 
ยิ่งตอนดู ทุกคนก็จะใจจดใจจ่อกับ อองฌอลราส มาริอุส กันทั้งนั้น คนอื่นก็เป็นฉากหลังกันไป...
 
 
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
คือกลับมาเรื่อง ชิป E/R หรือ Enjolras/Grantaire  

สังเกตมั้ยว่า ชื่อคนหนึ่งขึ้นต้นด้วย E อีกคนขึ้นต้นด้วย G ทำไมชื่อเรือมันกลายเป็น E/R ล่ะ
 
 
 
ประเด็นคือ  Grantaire  เวลาส่งจดหมายหรืออะไร เขาจะลงชื่อว่า R ค่ะ 
สาเหตุมาจาก ชื่อเขาอ่านออกเสียงยาก และ  -aire ในภาษาฝรั่งเศส ออกเสียงคล้ายๆ R ในภาษาฝรั่งเศส
และคำด้านด้าน  Grant  Gran อะไรแบบนี้ แปลว่า ใหญ่ 
 
เวลาฮีแกเซ็นชื่อ ฮีแกเลยเซ็นเป็น R ตัวใหญ่ 
 
 
ก็แค่นั้นแหละค่ะ 
 
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
ทีนี้ ว่าถึง ไดนามิกคู่นี้ ในฉบับหนังสือ นะคะ  
 
 
- กรองแตร์มีเรียก อองฌอลราส ว่า Apollo เป็นพักๆ
- กรองแตร์เป็นขี้เหล้าที่ไม่เชื่อเรื่องการปฏิวัติ // อองฌอลราสเป็นผู้นำกลุ่มปฏิวัติ
- เขาตายด้วยกันค่ะ ในบทที่พวกเขาตาย ชื่อบทว่า Orestes Fasting and Pylades Drunk ซึ่ง  Orestes      กับ Pylades เป็นตำนานกรีก ที่ออกจะดูว๊ายวายมากเลยล่ะ ; _ ; แบบ ไม่ขอมีชีวิตอยู่ต่อ ถ้าอีกคนหนึ่งต้องตาย
- ก่อนตายกรองแตร์หันไปสบตาอองฌอลราสแล้วถามว่า Do you permit it? แล้วยื่นมือไปให้อองฌอลราสจับ
- กรองแตร์บอกว่าพวกทหาร 'Two at one shot,' 
- คือง่ายๆ จับมือกันตาย สองคนหรรษาสุขสันต์ค่ะ ; _________ ;
 
 
* - ฮิวโก้ [ผู้แต่ง] อธิบายความสัมพันธ์คู่นี้ เปรียบเทียบกับตำนานกรีกอะไรแบบนี้เยอะมาก 
 
“There are men who seem born to be the opposite, the reverse, the counterpart. They are Pollux, Patroclus, Nisus, Eudamidas, Ephestion, Pechméja. They live only on condition of leaning on another; their names are sequels, only written preceded by the conjunction “and”; their existence is not their own; it is the other side of a destiny not their own. Grantaire was one of these men. He was the reverse of Enjolras.” –Victor Hugo, Les Misérables (658).
 
- คือกรองแตร์เนี่ย ไม่เชื่อเรื่องปฏิวัติเลย ไม่เชื่อเรื่องการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม เสรีภาพอะไรของฝรั่งเศสเลย ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ คือเขาอยู่เพราะอองฌอลราสคนเดียวเลย
- แต่ทั้งคู่มีปากเสียงกันบ่อยมาก
- อองฌอลราสเกลียดนิสัยดื่มเหล้า และ ไม่เชื่อในอุดมการณ์อะไรเลยของกรองแตร์
- ความสัมพันธ์คู่นี้จริงๆก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ประหนึ่งรักข้างเดียวยิ่งกว่าคู่ มาริอุส/เอโปนีน เพราะอย่างน้อย มาริอุสก็เอาใจใส่เอโปนีน ในระดับหนึ่ง แต่กับ อองฌอลราส/กรองแตร์ อองฌอลราสออกจะเย็นชาใส่กรองแตร์มากๆเลย และก็หงุดหงิด อารมณ์เสีย ตวาด ไล่ให้ไปให้พ้นๆ บ่อยอยู่
- แต่ไม่ใช่ความผิดของ อองฌอลราส เลย เพราะกรองแตร์กากจริงๆค่ะ Orz คือฮีแกเอาแต่กินเหล้าเมาและเมาและเมา ไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรสักเท่าไหร่

- มีอยู่ตอนหนึ่ง คืออองฌอลราสมอบหมายให้ทุกคนไปเซอเวย์อะไรสักอย่างนี่แหละ แล้วขาดคนไปที่ๆหนึ่ง เพราะมาริอุสร่อนเร่ตามชายกระโปรงโคเซ็ตต์อยู่ คือปกติต้องเป็นมาริอุสไป 
 
อองฌี่ก็บ่นว่าจะหาใครมาจากไหนรับผิดชอบ
กรองแตร์ก็อาสา มีเถียงกันเล็กน้อย ตามด้านล่างเลย
 
 
"[. . .] I have to have somebody for the Barriere du Maine. There’s nobody left."

"Me," said Grantaire, "I’m here." 

"You?"

"Me."

"You to indoctrinate republicans! You, to warm up, in the name of principles, hearts that have grown cold!"

"Why not?"

"Can you be good for something?"

"But I have a vague ambition in that direction," said Grantaire.

"You don't believe in anything."

"I believe in you."

"Grantaire, do you want to do me a favor?"

"Anything. Polish your boots."
 
"Well, don't meddle with our affairs. Sleep yourself sober from your absinthe."

 
สต็อปป์ที่ตรงนี้ก่อน ถถถ 
 
"I believe in you." ประโยคนี้เป็นอะไรที่เอามาใช้ในฟิคกันบ่อยมากกกก คือมันเป็นไดนามิกของคู่นี้เลย คือกรองแตร์ไม่เชื่อในการปฏิวัติ ไม่เชื่ออะไรทั้งสิ้น นอกจากกินเหล้าไปวันๆ แต่จริงๆแล้วเขาเชื่อในสิ่งหนึ่ง นั่นก็คือ อองฌอลราสนั่นเอง 
 
แล้วแบบ "Anything. Polish your boots." โอยยย อ่านแล้วจิ๊ด เคยมั้ย อยากเป็นประโยชน์กับใครสักคน จนแบบเขาให้ทำอะไรก็ได้ --ก็ได้จริงๆน่ะ แบบนั่นเลย  แต่ก็โดนอองฌอลราสให้ ไสหัวไปพ้นๆ อย่ามายุ่ง กลับไปนอนให้สร่างเมาซะ ถถถถ 
 
 
แต่สุดท้ายกรองแตร์ก็ตื้อจนอองฌอลราสใจอ่อน ให้กรองแตร์ไปทำงาน
 
แต่คือ ... ความกากของกรองแตร์ ... 
 
 
คือสุดท้ายอองฌอลราสก็ตามไปดู
 
พบว่ากรองแตร์ไม่ได้ทำงานที่ได้รับมอบหมายไป แต่กินเหล้าเล่นการพนันสบายใจเฉิบค่ะ 
 
; _______________ ; 
 
ปล.คืออันนี้เป็นเรื่องที่เลวร้ายที่สุดของกรองแตร์แล้ว คือเป็นเหตุผลหนึ่งเหมือนกันที่คนอ่านไม่โกรธอองฌอลราสที่เย็นชากับกรองแตร์ เพราะคือ .... โหลยโท่ยจริงๆอ่ะ ; _______ ; รับอาสาเอง ดันไปเล่นพนันซะงั้น
 
 
 
 
 
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
 
ส่วนในละครเวที มีการแปลงบท
ทำให้เหมือน อองฌอลราสกับกรองแตร์เป็นเพื่อนกันมากกว่าในหนังสือ...
 
 
เอาไฮไลท์ๆ คู่นี้มาฝาก 
 
 
 
 
โอยยย คืออ Drink with me เวอร์ชั่นนี้ ต้องดูค่ะ เน้นๆไว้ให้ เพราะฝังคลิปไม่ได้ อยากให้ดูจริงๆ
*เผื่ออาจจะไม่ทราบ กรองแตร์คือคนเสื้อเขียวออกมาแถวๆ 0.30*
 
คือแบบ โอยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย 
 
คือ ถ้าพูดถึง E/R ละครเวที แฟมดอมต้องมีปฏิกิริยากับ ramin!enjolras hadley!grantaire กันเกือบทุกคน
อันนี้เป็นเคมีอันแรกเลยล่ะมั้ง ที่ทำให้เราถึงกับขวนขวายหาฟิคอ่าน ; ___ ; อยากรู้ว่าตื้นลึกหนาบางคู่นี้เป็นยังไง
 
คือเคมีของ  ramin!enjolras hadley!grantaire มันรุนแรงมากกกกก มีโมโห สะบัดบงสะบัดแขน อีกคนคว้ายื้อเอาไว้ อีกคนก็หยุด เอื้อมแขนขึ้นลูบหน้าจับคออีกคน แบบมันโฮกกกกกก นี่มัน ออฟฟิศเชียล E/R ชัดๆๆ
 
ปล. เราเสียใจมากที่หนังตัด ท่อนโซโล่ Drink with me ของกรองแตร์ออกหมด เพราะมันคือไฮไลท์มากๆ
คือกรองแตร์ตั้งคำถามว่า ถ้าพวกเราตายล่ะ จริงๆแล้วชีวิตเราก็ไม่ได้มีค่าอะไรเลยใช่มั้ย ก็แค่ชีวิตอีกชีวิตหนึ่ง ในขณะที่ทุกคนพร้อมจะตายเพื่อความเชื่อเช่นเดียวกับอองฌอลราส กรองแตร์เป็นคนเดียวในกลุ่มที่คิดอีกอย่าง
 
ปล2. คลิปนี้ทำเราเขวจากชิป E/R ไปเป็น Ramin/Hadley อยู่พักหนึ่งเลยจริงๆ คือนอกจอเขาก็โบรมานซ์กันมาก คือแบบ เคมีเขาสองคน *กระอักเลือด* เขามีตั้งวงด้วยกันด้วยชื่อ Sheytoons แล้วคอนเสิร์ตเขาแบบ อั่กกก แต่งเสื้อเหมือนกันเด๊ะๆ คือแบบ อั่กกกก ทำเราเขวไปพักหนึ่งเลยล่ะ ถถถถถถ 
 
 
 
ส่วน Drink with me อีกเวอร์ชั่นที่เราชอบไม่แพ้กันคือ เวอร์ 10th Anniversary Concert
 
 
ในคลิปเริ่มเพลง Drink with me ประมาณนาทีที่ 13.10 กรองแตร์ร้องตอน 13.33 
คือ กรองแตร์ของ Anthony Crivello คนละอารมณ์กับ ของ Hadley เลย 
 
กรองแตร์ของ Hadley อาจจะเป็นกรองแตร์อำดับหนึ่งในใจเรา
แต่ถ้าว่ากันตามฉบับหนังสือ อารมณ์ตอนร้องเพลง Drink with me เราว่ามันควรจะเป็นแบบที่ Anthony ร้องนี่แหละ 
 
คือของ Hadley เขาร้องแบบ เฮ้ย พวกนายทำอะไรกัน รู้หรือเปล่าวะ พวกนายจะตายกันหมดนะ ฉันตายน่ะไม่เป็นไร แต่พวกนายรู้ใช่มั้ยว่าพวกนายกำลังจะตาย และอาจจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลย
 
แต่ของ Anthony เขาร้องแบบ แบบกรองแตร์อ่ะ คืออยู่ๆก็ขี้ขลาดขึ้นมา คือไม่อยากตาย ถึงรู้ว่านี่มันเรื่องใหญ่นะ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ไม่ใช่แค่กินเหล้า ตื่นมา ปัญหาทุกอย่างก็จะจบ เขากำลังจะตายจริงๆ อะไรแบบเนี้ย ฮือ ; w ;
 
 
 
 
คลิปนี้เป็นคลิปรวมละครเวทีเวอร์ชั่นต่างๆ ในฉากที่ อองฌอลราส ตะโกนว่า 

Grantaire, put the bottle down!

เป็นอะไรที่เราอยากเห็นในฉบับหนังมากกกกกกกกกกกกกกกกกก โอยยยยยยยยย 
 
ถ้ามันมีในหนัง เราคงจะฟินตายนานไปแล้วอ่ะ >/////<
 
คือทุกคนทำงานทำการ อองฌอลราสสั่งกงบ์แฟร์ให้ทำนั่น กูร์เฟรัคให้เช็คนี้ พอถึงกรองแตร์ตะโกนบอกว่า วางขวดลงซะ!! 
 
ส่วนตัวชอบเวอร์ชั่น Ramin Karimloo Wink , Drew Sarich... Only not (Rob Hunt as Courfeyrac) , David Malek , Oliver Thornton 
 
 
 
 
มาดูคลิปเพลง Red & Black ในคาเฟ่ ABC กันดีกว่า คือแบบ น่ารักหลายเวอร์มาก จริงๆ 
เพลงนี้เราจะฟลัดหลายคลิป ถถถถ เก็บไว้ดูเอง 
 
 
 
เวอร์นี้หลงอองฌอลราสมากอ่ะ 5555 คือแบบ สายตาที่มองกรองแตร์ ที่ปืนไปบนโต๊ะแล้วกระเ*าขวด มันแบบว่า 555 #อย่าให้ด่านะกรองแตร์ #อย่าให้ด่า
 
 
 

 
ชอบเสียงกรองแตร์คนนี้มาก >< ทุ้มๆ นุ่มๆ ต่ำๆ แหบพร่าาาา แถมตอนอองฌี่มองแบบดุละแตะไหล่ขอโทษ แบบว่า 555 จริงๆ โอยย ชอบเสียงกรองแตร์คนนี้มาก แพ้คนเสียงแบบเนี้ย 
 
 
 
 
ไม่มีโมเม้นท์อองฌี่/กรองแตร์ แต่แบบ อร๊ายย กรองแตร์ขึ้นคร่อมขี่หลังมาริอุส >///<
 
 
 
 
เวอร์นี้กรองแตร์เคะสุดๆ 55 ไม่ชอบเสียงเขาเท่าไหร่ มาริอุสน่ารัก อองฌี่เสียงหล่อมา
 
 
 
 
 
 
ส่วนพวกนี้เป็น Fan Made ที่แบบ ตอนเรากำลังคลั่งคู่นี้อยู่ ดูแล้วน้ำตาจะหยดติ๋งๆนะ ; __ ;
 
 
---ฉบับละครเวที---
 
 
[Les Mis]- Enjolras & Grantaire -Lost Along The Way *อันนี้ใครอ่านหนังสือมาเราว่าจิ๊ดมากอ่ะ*
 
Enjolras/Grantaire: Iris *อันนี้ไม่มีไรเราว่า แต่เพราะคลิปนี้มันสปอยหนังสือเยอะ เยอะจนเราต้องสนองนี๊ดตัวเองไปหาหนังสือมาอ่านจนได้ เลยยกความดีความชอบให้*
 
 
 
--เวอร์หนัง2012--
 
Downfall — Les Misérables  อันนี้เจ้าของเขาบอกแล้วแต่ อยากชิปก็ชิป ถ้าชิปจะได้เป็น มาริอุส/เอโปนีน กับ E/R  ชอบมากเพราะเพลง Samson
 
 
คือจริงๆ คลิปคู่นี้ หนัง ก็มีคนทำเยอะนะ แต่ว่า ...ฉากกรองแตร์ในหนังมันก็มีอยู่กระจิ๊ดริด จะลงเยอะมันก็เดิมๆอ่ะเนอะ ถถถ 
 
ฉะนั้น เอาคลิปฮาๆ หนุ่มๆบาริเคดไปแทนแล้วกัน ถถ Sexy and I Know It - Les Amis
 

 
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
อยากให้อ่านโดสั้นๆอันนี้ก่อนไปอ่านท่อนสุดท้าย เพราะนี่คือไดนามิกความสัมพันธ์คู่นี้ที่มัน Angst สุดๆ
คือกรองแตร์จะทำอะไรไร้สาระ [แต่ปรารถนาดี] และอองฌอลราสก็จำเป็นต้องเมินเรื่อย...
 
 
 
 
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
 

คือ...ทั้งหมดที่เขียนมาตั้งยาวยืด พยายามจะบิ๊วให้คนที่ไม่รู้จัก รวดร้าวกับบทสัมภาษณ์ของจอร์จ [คนเล่นบทกรองแตร์] สักนิด เป็นเพื่อน... 

 
 
 
 
คือ...พูดตามตรง เราอ่านฟิคคู่นี้มาเยอะมาก และแน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็นฟิค angst ตามไดนามิกคู่นี้ 
ไม่รักข้างเดียว ก็ฟิคตายด้วยกัน ไม่ก็ฟิคทะเลาะกัน บลาๆ 
 
แต่เราไม่เคยอินถึงขั้นร้องไห้เลย
 
มันแบบมีอะไรรั้งให้รับรู้อยู่เสมอว่า มันก็แค่ตัวละครสมมุติ เป็นแค่ฟิค เป็นเรื่องแต่ง 
 
แต่บทสัมภาษณ์อันนี้ ทำให้เราร้องไห้ ; ____ ; ร้องยังกับอ่านฟิค angst บีบคั้นมากๆซะงั้น คือถึงตอนอ่านครั้งแรกจะเฉยๆก็เหอะ แต่พอเข้า ทัมเบลอร์ แล้วทุกคนกรีดร้อง แล้วทุกคนขุดเรื่องนู้นเรื่องนี้ขึ้นมา ... มันบอบช้ำสุดๆ 
 
ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ; ____ ; 
 
 
ไฮไลท์บทสัมภาษณ์มันอยู่ที่คำถามนี้ค่ะ
 

SDD: Grantaire is a fan-favorite character (and admittedly, he is my favorite) and the extent of his relationship with Enjolras has always been ambiguous. Do you think there was more than friendship between the two of them? How did you approach their relationship during filming?

GB: Well, having read the book, there is obviously a lot of subtextual content about the dynamic between Enjolras and Grantaire. I agree, I think it is one of the more interesting character dynamics of the piece, but unfortunately we didn’t get to talk about it all that much. I think Aaron and Eddie wanted to have a lot of “bromance” between Marius and Enjolras, so I think they both put a lot of focus into each other’s characters. I remember thinking of talking to Aaron about the subject as we started filming, and as I was about to talk to him he was interrupted by someone else, and then suddenly I understood. That was the perfect example of what the dynamic between us should be. And I realised that actually NOT talking to Aaron about it at all was the perfect way to create that subtextual thing between Grantaire and Enjolras. And actually, I didn’t talk to anyone about it. Not even Tom. I just kept it a secret and thought that if people can read into it, great, and if people don’t notice it, that’s also fine because it’s not the main focus of the student plot. I still don’t know to this day if Aaron even knows about the whole E/R relationship, but it doesn’t matter, because I don’t think Enjolras should.

คือ...ที่บีบคั้นหัวใจเรากับแฟนดอมนี้ คือที่เราไฮไลท์อ่ะ คือแบบ ฮือออออ
 
 
คือเราจะไม่พูดเรื่อง แอรอน[คนเล่นอองฌี่] กับ เอ็ดดี้[คนเล่นมาริอุส] พยายามเจาะจงโบรมานซ์ระหว่างสองตัวละครนี้นะ ; _______ ; #คืออันนี้เราบอบช้ำ #เราจำได้ #ทุกคนบอกอองฌี่หึงมาริอุสชัดๆ #ทุกคนเลย #และมีแต่เรา #มีแต่เราเท่านั้นที่สนใจเรือ E/R ลำนี้ 
 
[แปลกากๆ -ถ้าอ่านอิ้งค์ออกอ่านอิ้งค์เหอะ เราแปลไม่ได้ความไร้อารมณ์มาก ; __ ;]

คือ คนสัมภาษณ์เขาถามว่า คุณคิดว่าความสัมพันธ์ E/R นี่มากกว่าคำว่าเพื่อนหรือเปล่า และ คุณแสดงและสื่อถึงความสัมพันธ์นั้นยังไง 
 
แล้วจอร์จก็ตอบว่า ตอนแรกเขาก็คิดจะคุยเรื่องนี้กับแอรอน [คนเล่นอองฌอลราส] ตอนที่หนังเพิ่งถ่ายทำ แต่พอจะคุย แอรอนก็ถูกคนอื่นลากไปคุยเรื่องอื่นก่อนแทน ทำให้เขาไม่ได้พูดออกมา แล้ว จอร์จก็บอกว่า เขาก็เข้าใจความสัมพันธ์ของ อองฌอลราส/กรองแตร์ ขึ้นมา ว่าที่เขากำลังจะพูดกับแอรอน แล้วแอรอนไม่ว่าง ต้องไปคุยกับคนอื่นก่อน นั่นแหละคือตัวอย่างที่ดีที่สุด สำหรับความสัมพันธ์ของ อองฌอลราสกับกรองแตร์ 
 
จอร์จก็เลยบอกว่าตัวเองตระหนักขึ้นมาว่า การที่ไม่พูดกับแอรอนถึงเรื่องความสัมพันธ์อองฌอลราสกับกรองแตร์ เนี่ย ยิ่งทำให้เขาเข้าใจตัวละครมากขึ้น และยิ่งสร้างนัยยะความสัมพันธ์ตัวละคร กรองแตร์ต่ออองฌอลราสได้ดีที่สุด 
 
สุดท้ายเขาก็ไม่ได้คุยกับใครเลย ไม่ว่าจะกับตัวแอรอนเองหรือผู้กำกับ 
 
และจอร์จก็ไม่รู้ว่า ทุกวันนี้ แอรอน จะรู้เรื่องเกี่ยวกับ E/R ทั้งหมดหรือเปล่า แต่มันไม่สำคัญหรอก เพราะเขาก็ไม่คิดว่าอองฌอลราสจะรู้เช่นกัน 
 
 
 
คือแบบ โอ้ยยยยยยยยยยย มันเรียลมากอ่ะ 
 
คือเรารู้ว่าคนไม่อิน ไม่ได้อยู่บนเรือลำนี้คงไม่เข้าใจ
 
แต่แบบ มันร้าวไปหมดเลยอ่ะ
 
คือนั่นอ่ะ คือความสัมพันธ์ของ E/R ชัดๆเลย
 
คือแบบ จอร์จดูเข้าใจความคิดตัวละครกรองแตร์ดีมากอ่ะ แล้วแบบ ยอมเสียสละโอกาสที่จะได้สร้างความสัมพันธ์กับแอรอน เพราะเล่นบทกรองแตร์นอกจอ ให้เข้าถึงอารมณ์ตัวละคร [ทั้งๆที่โผล่มานิดเดียว ชื่อยังไม่มีเลยในหนัง]
 
แล้วคือ ครั้งหนึ่ง จอร์จกำลังให้สัมภาษณ์อยู่ แล้วแอรอนเดินผ่านหลังไป เลยหันไปทัก เฮ้ แอรอนน เสียงร่าเริง แต่แอรอนก็เดินผ่านไปไม่ได้หันกลับมาทัก แล้วจอร์จก็รีบหันกลับมาให้สัมภาษณ์ต่อ ยิ้มๆๆ 
 
คือแบบ โฮกกกกกกกกก หัวใจหนูจะสลาย กองลงกับพื้นตรงนั้น
 
 
 
 
แต่คือ หยุดก่อน! X รู้มั้ยว่าอะไรที่มันเรียลหนักกว่านั้น...
 
คือ ทั้งเอ็นทรี่ เราอาจจะแบบ ... อวย กรองแตร์ แล้วก็จอร์จ
 
ทำให้อองฌอลราส กับ แอรอนเป็นผู้ร้ายยังไงก็ไม่รู้ ถถถ
 
แต่รู้มั้ย อะไรที่มันเรียล.. คือความจริงแล้ว อองฌอลราสก็แคร์กรองแตร์เหมือนกัน ไม่ใช่ว่ามีแต่ด้านเย็นชา ไม่งั้นคงไม่มีเรือลำนี้เกิดหรอก .. คืออองฌอลราสแค่เป็นคนที่แสดงออกไม่เป็น และรู้สึกว่าตัวเองต้องหมกมุ่นกับฝรั่งเศสอย่างเดียวเท่านั้น แต่หลายๆอย่างอองฌอลราสอ่อนให้กรองแตร์มาก คือกรองแตร์ผิดพลาด เหลวแหลกยังไง อองฌองราสก็ให้อภัยเสมอ 
 
 
แล้วอย่างแอรอน... 
ถ้าแผ่นเลมิสออก อยากให้ทุกคนไปดูการแสดงของแอรอน
 
และนึกนะ นึกว่า แอรอนกับจอร์จไม่ได้คุยกันเลย!! ไม่ได้คุยกันสักนิดว่าจะเล่นความสัมพันธ์ระหว่างอองฌอลราสกับกรองแตร์ยังไง!!! ไม่ได้คุยกันเลย
 
แต่...การแสดงของแอรอนก็ยังมีกลิ่นอายของอองฌอลราสที่ทั้งหงุดหงิดทั้งระอาแต่ก็ใจอ่อนให้กับกรองแตร์เสมอ
 
 
อย่างตอนที่ร้องเพลง Black and Red ใน Cafe 
สายตาแอรอนจับจ้องที่จอร์จตลอดเวลา 
 
 
คือแบบ...ตลอดมาเรานึกว่าแอรอนกับจอร์จเตี๋ยมกันมาตลอด พูดกันมาตลอดว่าจะแสดงแบบไหน 
 
 
คือแบบ ฮือออออออ คือมันเรียล คือเราแตกสลาย ; ____ ; 
 
 
ปล.แล้วต้องยกหน้าที่ให้คนตัดต่อภาพด้วยล่ะมั้ง หลังๆฉากตัดแบบ ตัดไปที่อองฌอลราส ตัดมาที่กรองแตร์ สลับกันบ่อยมาก ; ___ ; 
 
ปล2. แต่เราไม่สามารถจิ้น และไม่อยากรับรู้ด้วย ระหว่าง แอรอน/จอร์จ อ่ะ คือ มันเรียล มันเจ็บปวดไปอ่ะ คือแอรอนก็สนิทกับเอ็ดดี้กับแซมมากกว่า ออกจะดูแฟนบอย อองฌอลราส/มาริอุส นิดๆด้วยอ่ะ คือเขาไม่ได้มอง E/R แบบเดียวกับที่จอร์จมองแน่ 
 
คือหลังอ่านบทสัมภาษณ์นี้ อ่านฟิค AU ยุคปัจจุบัน ที่ Angst กรองแตร์รักข้างเดียวแทบไม่ได้เลย คือแบบหน้าจอร์จจะลอยขึ้นมาตลอด ; w ; คือแบบ ฮือออออออออ ไม่รู้อ่ะ อธิบายไม่ถูก คือมันรวดร้าว ววว วววว
 
คือแบบ มันเป็นจริงเกินไปอ่ะ เรารับไม่ไหว อยากคลานกลับไปแค่ อองฌอลราสกับกรองแตร์ที่เป็นแค่คาแร็กเตอร์ ไม่ใช่คนจริงๆ แบบแอรอนกับจอร์จ 
 
เพราะแบบแค่จินตนาการว่าจอร์จรู้สึกต่อแอรอนแบบที่กรองแตร์รู้สึกกับอองฌอลราสจริงๆแล้วมันแบบ ....รับไม่ได้อ่ะ ....มันเศร้าไปอ่ะ .....รวดร้าวสุดๆ ..... ฮือออออออ
 
 
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
ไหนๆแปะฟิคทิ้งท้าย คงไม่เขียนไรตอนแล้วมั้ง ..เขียนตอนก็เอ็นทรี่หน้าเหอะ จะไล่เรียง บาริเคดบอยทุกคนเลย
 
คือ จริงๆ ฟิคคู่นี้ ไม่ angst เยอะมากนะ โดยเฉพาะ AU ไฮสคูล/มหาลัย 55 คือแฟนดอมเขาก็ไม่ได้โรคจิตอยากเจ็บปวดเหมือนเราทุกคน ถถถถ
 
แล้วก็ฟิคยาวดีๆ มีเยอะจริงๆ ฟิคที่แบบเขียนมีสัญญะ นัยยะแฝง ก็เยอะ หลายๆฟิคเป็นฟิคทฤษฎีการเมืองด้วย น่าสนใจมาก แต่คือแปลยากง่ะ Orz 
 
คือ ฉะนั้นขอแปะ ขอแปะ 1 บทกวี กับ 1 drabble ที่ไม่ค่อยมีคนอ่าน แต่เราถูกใจมากเลยแทนก็แล้วกัน
 
last few desperate thoughts - เป็น Drabble ที่เราว่ามันจุกๆเสียดๆมากอ่ะ ถถ เกี่ยวกับตอนตาย อองฌอลราส POV คือ .. มันเป็นอะไรที่แบบ เอ้อ... อารมณ์แบบ โกรธอยู่ แถมยังต้องตาย แต่แฮปปี้เอนดิ้ง รักแท้ #ห้ะ
 
bibamus, moriendum est let us drink, for we must die - อันนี้เป็นกวีนิพนธ์ ที่เราหลงรักยังไงก็ไม่รู้ คือเราว่ามันเป็นคำเพ้อของกรองแตร์ที่สมบูรณ์แบบมาก ; ___ ; 


ปล. โอย เสร็จสักที 555 ไม่มีคนอ่านหรอกมั้ง เขียนเก็บไว้ให้ตัวเองอ่านเล่นนี่แหละ ให้มันจำไว้ว่า ครั้งหนึ่งเคยมี Interview ทำเราเสียน้ำตามากกวาฟิค 
 
 

 

FanFiction Avengers

Title : [Let me take you far away, You'd like a holiday] ฟิคsong?

Pairing : Tony Stark/Loki aka FrostIron

Rate : PG

Warning : ยังไม่จบ เพราะฉะนั้นท่านอาจไม่มีวันได้อ่านฉากจบของเรื่องเช่นเดียวกับฟิคยาวเรื่องอื่นๆ ถถถ / แต่งเอามันส์ ไร้เหตุผลฮะ 55
 

 

Notes: เบื่อแต่งฟิค Angst ก็เท่านั้นแหละ 
 
 

 

 

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

 

 

 

 

 

 

โอ๊ะ โอ๋

 

 


โทนี่ขยับยิ้มละมุนแบบที่ไม่ค่อยเต็มใจให้แก่แขกผู้มาเยือน ในยามที่เขากำลังมองพระอาทิตย์ตกอยู่บนยอดตึกบริษัทสตาร์คเพียงลำพัง กำลังดื่มด่ำกับกองเอกสารที่เสร็จสิ้น(รวมถึงกองเอกสารที่โยนไปให้คนอื่นทำ)

 

 

 

"อย่าบอกนะว่า มีเรื่องจะพังตึกลูกรักระหว่างฉันกับเป็ปเปอร์อีกแล้วน่ะ" โทนี่ล้อ "จากเรื่องคราวก่อน ยังซ่อมไม่เสร็จดีเลย รู้ไหมเนี่ย? ฉันว่าถ้ามีเรื่องอีกรอบจะไปถมที่สร้างตึกในทะเลสาบไกลๆแล้วนะ น่าจะประหยัดงบกว่าต้องซ่อมทุกครั้งที่โดนลูกหลงจากสงครามบ้าบอคอแตกแบบนี้ทุกที"

 

 

 

"ข้ามาขอให้เจ้าช่วย" ธอร์เอ่ยในที่สุด เดินจากลานด้านนอกตึกเข้ามาในออฟฟิศของโทนี่ ด้านข้างของเจ้าชายผู้ชอบธรรมแห่งแอสการ์ดนั้นมีน้องชายต่างสายเลือดยืนอยู่ ทั้งคู่อยู่ในชุดชาวแอสการ์ดเหมือนกับตอนที่จากไปไม่มีผิดเพี้ยน ยกเว้นก็แต่ โลกิไม่มีที่ครอบปากนั่นซะแล้ว --น่าเสียดายชะมัด

 

 

 

"อา" โทนี่ส่งเสียงว่ารับรู้ เดินไปรินเหล้าให้ตัวเองแก้วหนึ่ง กระดก ก่อนหันกลับมาที่ผู้มาเยือนทั้งคู่ "ก็อยากช่วยอยู่หรอกนะ แต่ขอถามก่อนได้ไหมว่ามันเรื่องอะไรกัน?"

 

 

 

"ธอร์ นี่มันตลกที่สุด" โลกิสบถขึ้นมาเบาๆ แล้วเมินสายตาไปด้านนอกราวกับไม่อยากเชื่อว่าเรื่องทั้งหมดนี่เป็นความจริง

 

 

 

"ใจเย็น น้องข้า" ธอร์หันร่างไปเอ่ยอย่างใจเย็นกับโลกิ มือทั้งสองข้างของธอร์จับบ่าของโลกิแน่น ใบหน้าทั้งคู่ชิดกันเกือบไม่มีช่องว่าง ทำเหมือนโทนี่เป็นคนนอก ราวกับโลกมีเพียงเราสอง "ข้าจะไม่ให้อะไรทำร้ายเจ้า ข้าจะไม่ปล่อยให้ 'มัน' ได้ตัวเจ้าไปแน่"

 

 

 

"ข้าไม่ได้ต้องการ 'การปกป้อง' ของเจ้า!!" โลกิขึ้นเสียง สะบัดไหล่ออกจากมือของธอร์ มือของโลกิที่โทนี่เพิ่งเห็นว่าถูกมัดด้วยโซ่หลวมๆผลักร่างธอร์อย่างมุ่งร้าย แต่ธอร์ไม่ขยับสักน้อย ราวกับแรงของโลกิเป็นเพียงแรงของเด็ก

 

 

 

"คือ -- ขอแทรกหน่อยเถอะนะ" โทนี่เอ่ย เอียงหัวน้อยๆราวกับใช้ความคิด "ฉันก็ไม่ได้อยากยุ่งเรื่องครอบครัวชาวบ้านหรอกนะ --แต่ช่วยอธิบายทีเถอะว่านี่มันเรื่องอะไรกัน"

 

 

 

"เจ้าของกองทัพชิทอรี่ที่บุกโลกของเจ้าต้องการให้โลกิชดใช้" ธอร์อธิบาย ในขณะที่โลกิเงียบปิดปากสนิท หลบสายตาเผินมองไปด้านนอก ทำเหมือนกับโทนี่เป็นอากาศธาตุไร้ตัวตน

 

 

 

"อาฮะ" โทนี่ส่งเสียงบอกว่าเข้าใจ รินเหล้าลงในแก้วอีกครั้ง "แล้ว--นายอยากให้ฉันช่วยอะไร? ขอทีเถอะ อย่าบอกว่าสงคราม..ฉันเอียนเต็มทนจะแย่ ฉันยังเจ็บซี่โครงกับสีข้างอยู่เลย --อย่าพูดเหมือนเป๊ปเปอร์ว่าฉันสำออยแกล้งอู้งานเชียว"

 

 

 

"ข้าอยากให้เจ้าช่วยดูแลเขาสักพักหนึ่ง" ธอร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังไม่สนใจคำพูดพร่ำเพรื่อของโทนี่ พรางกระชากแขนของโลกิมายืนหน้าตัวเอง โทนี่ยกแก้วเหล้าขึ้นจิบขณะมองโลกิที่ทำเหมือนเขาไม่มีตัวตนอย่างพินิจก่อนเปลี่ยนไปมองธอร์ในที่สุด

 

 

 

"เขาจะนำหายนะของมนุษยชาติมาด้วย" โทนี่เอ่ยอย่างจริงจัง "พวกหน่วยชิลด์ไม่ยอมเสี่ยงแน่ อีกอย่าง..เขาอยู่ที่นี่ใช่ว่าจะปลอดภัย --นายเอาเขากลับบ้านทั้งๆที่มีชีวิตครั้งหนึ่งได้ แต่ฉันไม่แน่ใจว่านายจะทำได้อีกเป็นครั้งที่สอง พูดแค่อริใกล้ตัว คลิ้นท์เองก็ยังไม่หายแค้นเลยที่น้องนายล้างสมองเขา"

 

 

 

"ข้ามาหาเจ้า ไม่ใช่ชิลด์ ไม่ใช่อเวนเจอร์คนอื่น" ธอร์บอกเสียงดัง โทนี่แลบลิ้นเลียริมฝีปากแห้งๆของตัวเองก่อนวางแก้วเหล้าลง เดินเข้าไปหาเทพทั้งสอง

 

 

 

"นั่นแหละคำถาม ทำไมถึงเป็นฉัน..อย่าว่างั้นงี้เลยนะ ฉันดูเหมือนคนที่ยอมทำอะไรให้คนอื่นง่ายๆหรือไง"

 

 

 

"เจ้าไม่ได้มีใจอยากฆ่าโลกิ" ธอร์ตอบ ยังคงจับบ่าโลกิ ยึดร่างน้องชายตนไว้ด้านหน้าตัวเองราวกับผู้ปกครองที่บังคับให้ลูกก้มหัวขอโทษเวลาทำคนข้างบ้านเดือดร้อน "อีกอย่างข้ารับรองว่าจะไม่มีใครตามโลกิมายังโลกของเจ้า และโลกิก็ถูกริบพลังไปแล้วด้วย ตอนนี้เขาเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาเหมือนเจ้า" โทนี่เลิกคิ้วคล้ายท้วงติง ธอร์เลยเพิ่มอย่างนึกขึ้นได้ไปว่า "แต่ไม่มีชุดเกราะทรงพลังแบบที่เจ้าใส่"

 

 

 

"และก็ไม่ใช่ เพลย์บอย เศรษฐี และเป็นอัจฉริยะด้วย" โทนี่เพิ่มอย่างภาคภูมิและหยอกล้อ

 

 

 

"นี่มันปัญญาอ่อนชัดๆ เจ้าจะฝากชะตากรรมของข้าไว้กับมนุษย์หน้าโง่นี่ยังไม่พอ เจ้ายังฝากชะตากรรมของแอสการ์ดไว้กับเจ้ามนุษย์นี่อีก" โลกิเอ่ยขึ้นมาหงุดหงิด น้ำเสียงเกือบจะเป็นตะคอก "ขอร้องล่ะ ช่วยใช้สมองอันน้อยนิดของเจ้าบ้างเถอะ อย่างน้อยก็ครั้งนี้ ธอร์"

 

 

 

"'งั้นเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร? โลกิ" ธอร์เอ่ยเสียงเครือจริงใจ จับร่างกายปวกเปียกของโลกิพลิกมาหาตัวเอง จ้องเข้าไปในนัยน์ตาสีเขียววาวโรจน์ของอีกฝ่าย "ข้าไม่อาจปล่อยเจ้าหายไปอีกเป็นครั้งที่สอง และจะไม่ยอมให้เจ้าต้องถูกฆ่าหรือทรมานเป็นอันขาด ข้าเคยสาบานว่าข้าจะปกป้องเจ้าครั้---"

 

 

 

"ตอนนั้นข้ายังเป็นน้องเจ้า!!" โลกิตวาดใส่หน้าธอร์ "เจ้าโง่เอ้ย เจ้าต้องพาข้ากลับไปแอสการ์ด โอดินบัญชาแล้วว่าให้ส่งตัวข้าให้แก่ธานอส สำหรับความผิดที่ข้าก่อขึ้นเอง .. ข้าไม่ต้องการการเห็นใจจากเจ้าหรือจากใครทั้งสิ้น "

 

 

 

"ธานอสนี่มันใครกัน?" โทนี่แทรก งุนงง

 

 

 

"เจ้าของกองทัพชิทอรี่" ธอร์ตอบเสียงห้วน ตายังคงจ้องมองโลกิไม่ละสายตา สีหน้าปวดร้าว

 

 

 

"เขาหาโลกิเจอ หรือ แอสการ์ดหาเขาเจอ?"

 

 

 

"พวกโง่อย่างแอสการ์ดน่ะหรือจะหาตัวธานอสเจออย่างที่ข้าทำได้" โลกิเอ่ยเหยียดเสียง หันไปบอกโทนี่ที่เลิกคิ้วสูง จงใจยั่วธอร์

 

 

 

"เขาเป็นคนเจอเจ้า น้องรัก" ธอร์แย้งเสียงขุ่นแต่ยังคงเต็มไปด้วยความใจเย็น เทพสายฟ้าหันไปหาโทนี่ "ข้าอยากฝากเขาไว้กับเจ้าสักสัปดาห์ หลังจากที่ข้ากำราบกองทัพของธานอสได้ ข้าจะมารับโลกิกลับไป"

 

 

 

"เจ้ากำราบเขาไม่ได้หรอก คนโง่ ข้าเห็นมาแล้วว่าเขาทำอะไรได้บ้าง แอสการ์ดเป็นเพียงรังมดสำหรับเขาเท่านั้น" โลกิขึ้นเสียง "แอสการ์ดจะพินาศ ถ้าเจ้าไม่ส่งข้าให้กับเขา"

 

 

 

"ดูเหมือนนายจะกระสันอยากไปอยู่กับเจ้าบอสใหญ่อะไรนั่นจังเลยนะ" โทนี่ขัดโลกิ ก่อนหันไปพูดกับธอร์ "มั่นใจได้ยังไงว่าน้องนายจะไม่วางแผนมาถล่มโลกหรือแอสการ์ดอีกถ้าส่งตัวเขาให้หมอนั่น"

 

 

 

โลกิหลุดเสียงหัวเราะผ่านจมูกแบบที่มีนัยเหยียดหยามออกมา "อ้อ..แน่ล่ะ ข้าทำแน่"

 

 

 

ธอร์ส่ายหัวระอา ไม่สนใจที่จะต่อล้อต่อเถียงกับโลกิ "ธานอสไม่สนใจโลกหรือแอสการ์ดอีกแล้ว แถมโลกิพิสูจห์แล้วว่าไม่ได้มีความสามารถอย่างที่เขาอวดอ้าง"

 

 

 

"กองทัพของมันต่างหากที่ไม่สมกับที่อวดอ้าง" โลกิแทรก

 

 

 

"อะไรก็ช่างเหอะ .." โทนี่ตัดบท ก่อนหันไปที่ธอร์ "ถ้านายตายในสงคราม--ไม่ได้แช่งนะ ..แล้วปะป๊าตัวร้ายนั่นจะตามมาคิดบัญชีที่โลกนี้ต่อหรือเปล่า?"

 

 

 

ธอร์ส่ายหัว ผมสีทองของธอร์ปลิวไสว "ไม่..ธานอสตามรอยจากพลังแอซิร์ของโลกิ เมื่อโลกิถูกริบพลังนั้นแล้วก็ไม่มีรอยให้ตามตัวอีก"

 

 

 

"งี้เขาก็เหมือนมนุษย์ธรรมดา?" โทนี่เอนตัวหันไปมองโลกิตั้งแต่หัวจรดเท้า "แหม แหม อยู่ในชุดแบบนั้นคงทั้งร้อนทั้งคัน ไม่สบายตัวแหง"

 

 

 

โลกิเบือนหน้าหนี

 

 

 

"ฉันไม่มีปัญหาหรอกนะจะรับฝาก 'น้องชาย' นายไว้ ประเด็นคือ ถ้าเกิดสงครามจริง นายน่าจะขอความช่วยเหลือจากเรา จากดิอเวนเจอร์ทุกคน" โทนี่เอ่ย  "พวกเราพร้อมช่วยนาย เหมือนที่นายช่วยเรา เพื่อนฝูง"

 

 

 

"ไม่ นี่เป็นศึกที่ข้าเปิดเอง" ธอร์เอ่ยปฏิเสธ "ข้าไม่ต้องการให้พวกเจ้ามีอันตรายเพราะข้า"

 

 

 

"แต่เจ้าจะทำให้เทพทุกตนบนแอสการ์ดตายกันหมด" โลกิเสียดสี "จะจากธานอสหรือชาวแอสการ์ด ข้าก็ต้องรับโทษทัณฑ์อยู่ดี"

 

 

 

โทนี่ถอนหายใจ เดินเข้าไปใกล้ชาวแอสการ์ดทั้งสองตน "น้องนายพูดมีเหตุผลนะ ธอร์"

 

 

 

"ขอบคุณ" โลกิเอ่ยสั้นๆ

 

 

 

โทนี่เบิกตากว้างจ้องดวงหน้าโลกิอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าจะได้รับคำขอบคุณจากวายร้ายที่ฆ่าคนไปเกือบครึ่งนิวยอร์ก

 

 

 

"อะไรล่ะ ก็เจ้าพยายามให้หัวโง่ๆของธอร์มีเหตุผลขึ้นมาบ้าง" โลกิอธิบาย

 

 

 

โทนี่ยักไหล่ ตัดสินใจปล่อยคำขอบคุณอันน่าตกใจนั่นผ่านไป และหันกลับมามองมองธอร์อีกครั้ง ถามจริงจัง "นายไม่เปลี่ยนใจแน่นะ"

 

 

 

"อย่าให้หน่วยชิลด์รู้แล้วกันว่าโลกิอยู่ที่นี่ ดูแลเขาให้ข้า และข้าจะถือเป็นพระคุณ" ธอร์เอ่ยย้ำ

 

 

 

โทนี่พรายยิ้ม "ไม่ต้องมาติดหนี้อะไรกันหรอกน่า" โบกมือสะบัดกลางอากาศเป็นนัยว่าไม่ต้องใส่ใจ

 

 

 

"แล้วข้าจะติดต่อมา" ธอร์บอกในที่สุดหลังเงียบไป ก่อนหันไปที่โลกิซึ่งยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน ช้อนตามองพี่ชายอย่างไม่หลบสายตา ธอร์ยื่นมือออกไปประคองใบหน้าของโลกิ ลูบอย่างอ่อนโยนทะนุถนอม ก่อนก้มลงจุมพิตลงบนศีรษะของน้องชาย โลกิเบิกตากว้างและถดตัวหนี มองธอร์ที่ยิ้มอย่างเหน็ดเหนื่อยและรู้สึกผิดอย่างไม่เข้าใจ ก่อนเทพสายฟ้าจะเดินออกไปบนลานของตึกสตาร์ค

 

 

 

"ขอบคุณ โทนี่" ธอร์เอ่ยตามหลัง ก่อนควงค้อนบินหายไปพร้อมกับเสียงสายฟ้าครืนๆสั้นๆ หายลับไปอย่างรวดเร็วกับตอนปรากฏตัว

 

 

 

โทนี่หันมาเผชิญหน้ากับโลกิ

 

 

 

 

"มาทำความเข้าใจกันก่อนนะ -- นายไม่ใช่นักโทษของฉัน และฉันไม่คิดจะแก้แค้นหรืออะไรนายทั้งสิ้น โอเค้? ฉันอาจจะขี้บ่นไปบ้าง --แต่ก็นะ เอาเป็นว่า ถ้านายรู้ว่าอะไรดีสำหรับตัวเอง กรุณาอย่าเดินออกไปเพ่นพล่านมากนัก เจอหน่วยชิลด์แล้วจะยุ่ง หรือจะคนธรรมดาก็เหอะ อาจมีใครจำนายได้ขึ้นมา"

 

 

 

โลกิเงียบไปคู่ใหญ่ จ้องมองโทนี่ที่ท่าทีสบายๆ หันไปรินเหล้าลงแก้วตัวเองอีกรอบ แล้วเดินตรงมาพร้อมกับแก้วเหล้าในมือ แล้วค่อยๆแก้โซ่ที่พันมือของโลกิ

 

 

 

"เจ้าจะไม่ล่ามข้าไว้?" โลกิถามอย่างระแวงและงุนงง

 

 

 

โทนี่ช้อนสายตาของเทพแสนกลอย่างขบขันพิลึกพิลั่น "แล้วนายจะหนีไปไหนหรือเปล่าล่ะ?"

 

 

 

"ข้าอาจจะฆ่าเจ้า" โลกิเอ่ย ก่อนแก้คำพูดตัวเอง  "ข้าจะฆ่าเจ้า"

 

 

 

โทนี่พ่นลมออกจากจมูกราวกับจะหัวเราะออกมา ก่อนยกแก้วเหล้าในมือขึ้นจิบ ม้วนโซ่ที่หลุดออกมาจากข้อมือของโลกิไว้เป็นขด โยนไปใต้โต๊ะทำงาน "ฆ่าฉันแล้วไงต่อ? จะไปยืมกองทัพที่ไหนมาบุกโลกอีกหรือไง ไม่เอาน่า มีฉันหรือไม่มีฉัน แบนเนอร์อีกคนก็ทุ่มนายเละอยู่ดี --อีกอย่างสมการง่ายๆ นายฆ่าฉัน หน่วยชิลด์แห่กันมาเหมือนหมาล่าเนื้อ นายเสร็จแน่"

 

 

 

โลกิเงียบไป

 

 

 

"แล้วนายรู้อะไรเกี่ยวกับโลกมนุษย์บ้าง? จะเดินท่อมๆออกไปอย่างไร้จุดหมายหรือไง? ในชุดเนี้ยของนาย? ใครจะหาอาหารให้นายกิน ขอโทษเถอะนะ ที่นี่ไม่มีคนยกของกินมาให้นายฟรีๆหรอก" โทนี่บอกแบบสอนเด็กที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย

 

 

 

"แล้วเจ้าจะเอายังไงกับข้า" โลกิถามสับสนหลังจากเงียบไป

 

 

 

โทนี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนเอ่ยกับสมองกลที่ตัวเองผลิต "จาร์วิสต่อเบอร์มิสเป็ปเปอร์ให้หน่อย"

 

 

 

"ได้ครับผม" เสียงสังเคราะห์ดังกังวานออกมาจากตัวห้องไร้ที่มา โลกิสะดุ้งและมองไปรอบๆอย่างกระวนกระวาย

 

 

 

เสียงสัญญาณโทรศัพท์ดังขึ้นห้าหกวิ ก่อนจะมีคนรับ เป็นเสียงของผู้หญิงที่โลกิไม่คุ้น

 

 

 

"ที่รักจ๋า..ฝากดูแลบริษัทด้วยนะ" โทนี่หยิบหูฟังบูลทูธขึ้นเสียบหูก่อนเอ่ยเสียงหวาดออดอ้อนกับปลายสาย ตามองโลกิอย่างเจ้าเล่ห์ซุกซน เทพแสนกลแวบหนึ่งเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของตัวเองบนใบหน้าของไอร่อนแมน "อ้อ อ้อ..มีธุระด่วนน่ะจ้ะ ด่วนเสมอ อ้อ บอกไม่ได้จ้ะ ความลับขั้นสุดยอด แล้วถ้าหน่วยชิลด์ไปหา บอกไปนะว่า ป๊ะป๋าโทนี่ไปกกสาวที่ลาสเวกัส--แหม เค้าแค่ล้อตัวเองเล่นหรอกจ้ะ"

 

 

 

"จ้า จ้า แล้วจะรีบกลับมาจ้ะ ฝากดูบริษัทด้วยนะ อ้อ..แล้วก็งานเอกสารสำคัญที่ต้องเซ็นเรียบร้อยหมดแล้วจ้ะ ฉะนั้นเจอกันคราวหน้าขอรางวัลงามๆด้วยนะจ๊ะ ..เปล๊า เปล่าอู้งานไปหนีเที่ยวสักหน่อยจ้า ธุระจริงๆ กลับมาเดี๋ยวเล่าให้ฟังก็ได้จ้า แต่ตอนนี้ความลับจ้ะ --ไม่อันตรายหร้อกก ไม่เล้ย ไว้ใจป๋าหน่อยสิ --อย่าบอกอะไรพวกหน่วยชิลด์ละกัน --จ้ะ ขอบคุณจ้ะ จุ๊บๆ"

 

 

 

โลกิขมวดคิ้ว มองไปที่โทนี่ที่วางสายโทรศัพท์อย่างสับสนไม่ปิดบัง

 

 

 

โทนี่ยิ้มอารมณ์ดี ก่อนมองเห็นความกระวนกระวายบนสีหน้าของโลกิ เลยเหลือบสายตาขึ้น "อ้อ นั่นจาร์วิส --จาร์วิส นี่โลกิ"

 

 

 

"ผมรู้ครับ" จาร์วิสตอบโทนี่อย่างเสียดสีด้วยน้ำเสียงนอบน้อมราบเรียบ

 

 

 

"ไม่เอาน่า ฉันไม่ได้สร้างให้นายไร้มารยาทแบบนี้นะ จาร์วิส" โทนี่ตำหนิแต่น้ำเสียงอารมณ์ดี พลางมองโลกิที่พยายามควบคุมตัวเองให้อยู่เฉยๆ แทนที่จะกลอกตาหาว่าเสียงมาจากไหน ใครกันที่พูดขึ้นมา

 

 

 

จาร์วิสเงียบไปชั่วครู่ คล้ายรู้ใจว่าเจ้านายต้องการมองท่าทีตลกๆของผู้ร้ายข้ามจักรวาลให้หนำใจก่อน หรือความจริงแค่ไม่อยากญาติดีกับบุคคลอันตรายที่เกือบฆ่าเจ้านายตนมาแล้วก็ไม่แน่

"ยินดีที่ได้พบครับ มิสเตอร์โลกิ ผมเป็นสมองกลที่คอยควบคุมตึกหลังนี้และคอยดูแลมิสเตอร์สตาร์ค --แน่นอนว่าถ้ามิสเตอร์สตาร์คตายลง กระผมมีหน้าที่ติดต่อหน่วยชิลด์ให้ตามล่าคุณ"

 

 

 

"ไม่เอาน่า" โทนี่ทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ "เขาเป็นแขกของฉัน อย่าเสียมารยาทสิ --อย่าบังอาจแช่งเจ้านายตัวเองด้วย"

 

 

 

โลกิขมวดคิ้วแน่น สีหน้างุนงง ไม่รู้จะเอ่ยอะไร บางทีอาจกำลังคิดว่ามีคนล่องหนอยู่ในห้อง หรือโทนี่กำลังเล่นตลกกับเขา

 

 

 

"ผมแค่อธิบายรายละเอียดและหน้าที่ของตนเองให้มิสเตอร์โลกิเข้าใจ" จาร์วิสตอบโทนี่ ก่อนเว้นวรรคและเอ่ยบอกโลกิ "ไม่ต้องมองหาผมหรอกครับ เสียงของผมที่คุณได้ยินเกิดจากการสังเคราะห์ผ่านระบบคอมพิวเตอร์และกระจายออกมาด้วยลำโพงเล็กที่ติดไว้ทั่วทั้งตึก ผมไม่ใช่มนุษย์ เป็นแค่ระบบปฏิบัติการที่มิสเตอร์สตาร์คเขียนขึ้น"

 

 

 

โทนี่จ้องใบหน้าโลกิที่ฉายความรู้สึกประทับใจออกมาแบบไม่ทันปกปิด

 

 

 

"--ต้องยอมรับว่าข้าคิดไม่ถึง" โลกิเอ่ยในที่สุด เมื่อเห็นแววตาที่โทนี่จ้องเขม็งมาราวกับกำลังรอคำติชมลูกรักอยู่อย่างไรอย่างนั้น

 

 

 

"มีอีกหลายอย่างที่นายคิดไม่ถึงบนโลกมนุษย์ โลกิ" โทนี่บอกกลั้วหัวเราะ "โดยเฉพาะเกี่ยวกับ --ฉัน"

 

 

 

"ข้าไม่คิดเช่นนั้น" โลกิแย้ง

 

 

 

"น่ะ อย่ามัวพูดให้เปลืองน้ำลายกันหน่อยเลย" โทนี่โบกมือไปมาในอากาศ เปลี่ยนเรื่องไวราวกับพายุ "ฉันกับนาย --เราจะไปพักร้อนกัน"

 

 

 

"พักร้อน?"

 

 

 

"ช่ายยย พักร้อน" โทนี่ว่าและเดินเข้าไปตบหลังโลกิเข้าให้ดังปัก ราวกับรู้จักสนิทชิดเชื้ออีกฝ่ายมาค่อนชาติ ไม่เคยจะฆ่าแกงกันตาย --นั่นล่ะ ธรรมชาติของโทนี่

 

 

 

 

 

ตลอดแหละ..

 

 

 

 

 

ชิลเกิน..

 

 

 

 

 

TBC.

 
 
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
 
 
ปล.ไม่เกี่ยวแต่อยากบอกว่า ... อยากดูหนังเรื่องตรงหัวเฮดบล็อกตัวเองเว้ยยย ~♥ [ถ้าสามคู่นี้เล่นหนังด้วยกัน เราตายตั้งแต่มีข่าวลือ 555 ไม่ต้องรออนุมัติ ไม่ต้องรอโปรโมท ไม่ต้องรอเข้าฉาย 555]
 
 
ปล. เดี๋ยวๆ ว่าแต่ นี่มันฟิคโทนี่โลกิ ทำไมยังกรี๊ดธอร์กิ กับ โทนี่เป๊ปเปอร์กันอีกล่ะ 55555555555
 
 

 

edit @ 15 Oct 2012 20:35:33 by น้ำแกงสีฟ้า