[Thor/Loki] Evil reflection (1)

posted on 26 May 2012 01:40 by namgang-srifah in Fanfic-Movie
[Thor/Loki] Evil reflection (1)
 
Warning : Angst , Yaoi ,Thor ยังไม่ออก , โลกิ POV , กลับมาอ่านอาจไม่เหมือนเดิม เพราะอันนี้ยังไม่ได้อ่านทวน เกลา รีไรท์ ... ถ้ารีไรท์อาจเปลี่ยนหลายอย่าง 55
 
 
What if .. หลังจากโลกิถูกธอร์พากลับไปยังแอสการ์ด บทลงโทษอะไรกันแน่ที่เขาต้องเผชิญ .. ในความเจ็บปวดและมืดมิดของบทลงโทษนั้น โลกิลืมเลือนทุกอย่างแม้กะทั่งนามของตัวเอง ลืมสัมผัสของน้ำฝนที่กระทบลงบนร่าง ลืมรสชาติของอาหารที่ผ่านลิ้น ลืมแม้กะทั่งครอบครัว...ลืมว่าเคยมีพี่ชาย
 
สิ่งเดียวที่โลกิจำได้คือชื่อเพียงพยางค์เดียว 'ธอร์'
 
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
Evil reflection (1)
 
 
 
"ในความมืดมิด เจ็บปวด ข้ารู้สึกราวกับมันเป็นนิรันดร์ และข้าลืมเลือนว่าข้าคือใครอีกต่อไป.." โลกิเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แล้วเทพแสนกลก็หยุดปากลง นัยน์ตาสีเขียวนั้นล่องลอยไปไกล ราวกับไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกต่อไป
 
 
 
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 

ข้าไม่รู้ว่าทำไม หากแต่ในห้องขังที่เขาโยนข้าลงมาหลังจากทรมานข้าด้วยวิธีที่ข้าไม่เคยคิดว่าแอสการ์ดยอมรับนั้น มีกระจกอยู่บานหนึ่ง...
กระจกเก่าๆ ขุ่นมัว และฉายภาพสะท้อนที่บิดเบี้ยว
ไม่รู้ทำไมในห้องขังที่มืดมิดยิ่งกว่ารูหนอน ถึงมีเพียงแค่ตรงนั้นที่มีแสงสลัว

เมื่อแรกข้าหันหลังให้มัน หลบอยู่ในเงามืด

รังเกียจที่จะเห็นเงาสะท้อนที่บิดเบี้ยวของตัวเอง
รังเกียจที่เห็น --ราชาที่ชอบธรรมแห่งแอสการ์ด สภาพเป็นเยี่ยงนั้น
รังเกียจความจริงว่า บัดนี้ข้าไม่ต่างอะไรจากหนูโสโครก ใกล้ตาย
รังเกียจที่แผลตามตัวข้าไม่สามารถเยียวยาได้เอง มีแต่จะเน่าลงเรื่อยๆราวกับข้าเป็นเพียงมนุษย์

ข้าขยะแขยงทุกส่วนของร่างกายข้าที่สะท้อนออกมาจากกระจกบานนั้น ทั้งโสโครก อ่อนแอ น่าสมเพช และบิดเบี้ยวนัก

แต่นานวันเข้า

ในความเงียบงัน ความเจ็บปวด หิวโหย ทุกข์ทรมาน
ในตอนที่ข้าตระหนักว่า ข้ากำลังจะเสียสติ

กระจกนั้นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของข้า

ทุกครั้งที่ข้าตื่น ทุกคราก่อนที่ข้าจะหลับตานอน
ข้าพูดกับเงาสะท้อนของข้า ข้าพร่ำบอกมันว่าข้าคือราชาแห่งแอสการ์ด
ท่องชื่อของทุกคนที่ข้ารู้จัก ยาวนับสิบๆชื่อ
มองริมฝีปากในเงาสะท้อนที่บิดเบี้ยว

แต่ข้าลืมเลือนไปแล้วว่าชื่อเหล่านั้นมีอะไรบ้าง


มันช่างห่างไกล...
ราวกับข้าไม่เคยอยู่ในที่ที่มีท้องฟ้าและดวงตะวัน
ราวกับข้าอยู่ในคุกเหม็นเน่าเปียกชื้นมืดมิดแห่งนี้มาทั้งชีวิต

ข้ามองกระจก และข้าไม่รู้จักตัวเองอีกต่อไป ข้าลืมเลือนว่าข้าคือใคร
จริงๆ..ข้าลืมทุกอย่าง ลืมรสชาติของอาหารที่ผ่านปาก
ลืมวิธีหัวเราะ ลืมวิธีที่จะใช้พลัง ลืมว่าแอสการ์ดหน้าตาเป็นเยี่ยงไร ลืมว่าสิ่งใดกันคือราชา

เหลือเพียงนามเดียว  นามของคนผู้เดียวที่ยังติดอยู่ที่ปากข้า


'ธอร์'

และเมื่อข้าหลับตาลงยามเอ่ยนามนั้น
เมื่อก่อนเคยเป็นหน้าคนๆหนึ่ง --เป็นร่างคนๆหนึ่ง

แต่เดี๋ยวนี้
ข้าจำได้แต่นัยน์ตาสีฟ้าคู่นั้น...

คู่ที่ช่างงดงาม --เจิดจ้า
 
 
 
+++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
 
เสียงของฝนกระทบพื้นดังขึ้นเหนือหัว

ข้าชอบยามฝนตก
เสียงของฝนกระทบพื้น ขับไล่ความเงียบงัน

ทำให้ข้ารู้ว่าข้ายังมีชีวิตอยู่..ทำให้ข้ารู้ว่า ที่นี่--ที่ที่ข้าอยู่ ไม่ใช่โลก
โลกคือด้านบนนั่นต่างหาก
โลกที่มีเสียงของสรรพสิ่ง มีแสงสว่าง

ข้าลืมตาอย่างเกียจคร้าน

เดี๋ยวนี้ข้าลืมไปแล้วว่าโลกด้านบนนั่น ข้าเคยเรียกมันว่าอะไร
ชื่อของมันติดที่ริมฝีปาก..แต่กลับนึกไม่ออก

ข้าขดตัว คลานอย่างยากลำบาก ไร้เรี่ยวแรง แผลทุกแผลเจ็บช้ำยามขยับ
ข้ายื่นมือที่ผอมแห้งของตัวแตะบานกระจกที่เย็นเฉียบ

ข้าผงกหัวตัวเองขึ้นมองเงาสะท้อนของตัวข้า

รุ่งริ่ง--ผมยาวปรกหน้าปรกตา สกปรก เหมือนซากตุ๊กตาที่ถูกทิ้ง
ทอดยาวถูกทับถมด้วยกองฟางเน่าๆ


ข้าอยากจะพยุงตัวขึ้น นั่งพิงบานกระจกที่เย็นเฉียบ หวังว่าความเย็นเฉียบของกระจกจะบรรเทาความเจ็บปวดบนร่างกาย หากแต่ เรี่ยวแรงนั้น..ความขี้เกียจ..ท้อแท้..สิ้นหวัง..ข้าถอนมือจากกระจก ขดตรงในกองฟางเน่าๆแทน

เดี๋ยวนี้อย่าว่าแต่จะขยับเลย แม้แต่ลืมตา ข้ายังต้องเคี่ยวเข็ญ ฝืนบังคับตัวเอง

ข้าขยับริมฝีปาก
พยายามจะเอ่ยคำว่า 'ธอร์'

ครั้งแรกมันไม่มีเสียงออกมา แค่ปากขยับ


ไม่ว่าด้วยเหตุใด..
ข้าพยายามอีกครั้ง ราวกับว่าหากไม่สามารถเอ่ยนามนั้นตอนนี้ ข้าจะสูญเสียนามนั้นตลอดไป

อะไรคือ 'ธอร์' ข้าเองก็ลืมเลือนไปแล้ว

แต่..แต่ว่า
บางอย่างในตัวข้าร่ำร้อง ร่ำร้องให้ข้า 'ต้อง' จดจำนามนั้นให้ได้

"ธอร์"

ในที่สุดเสียงแหบแห้งก็ถูกเค้นออกมาจากคอของข้า
ไม่รู้ว่าเพราะเสียงของข้า..หรือเป็นที่นามนั้น


ข้าไม่ได้รู้สึกว่า..มันเป็นคำที่ข้าคุ้นเคยอีกต่อไป..
...
..
.

และบางอย่างที่ข้าลืมเลือนไปแล้ว..ข้ากลับจำขึ้นมาได้อย่างไม่มีคำอธิบายใด

'การร้องไห้'

น้ำตาอุ่นๆไหลออกจากนัยน์ตาของข้า และมันไม่แปลกเลย มันคุ้นเคยราวกับข้าร้องไห้มาทั้งชีวิต
และนั่นกลับทำให้ข้าแสยะยิ้มหยันออกมา ราวกับจิตใต้สำนึกกำลังบอกว่า มันสมเพชข้า
 
 
 
++++++++++++++++++++++
 


ข้านอนนิ่งๆ ตาลืมกว้างมองไปยังเพดาน แม้สิ่งเดียวที่เห็นได้คือความมืดก็ตาม

บางอย่างทำให้ข้าอารมณ์ดี
ข้าขยับปาก ร้องเพลง--ที่ไม่เป็นเพลง เนื้อร้องมิใช่ภาษาใดทั้งสิ้น

ข้ายังคงจำคำว่า 'ธอร์' ได้อยู่

บางครั้งข้าก็เพิ่มมันลงไปในเนื้อร้องของเพลงที่ข้าร้อง


และทุกครั้งที่กระทำเช่นนั้นจิตใต้สำนึกก็บังคับให้ข้ายิ้มหยันตัวเอง


จะว่าไปพักนี้ข้าเริ่มรู้สึกตัวเองใกล้เสียสติเต็มที


ข้าเคยแม้กะทั่งฝันไปว่า ภาพสะท้อนอันบิดเบี้ยวของข้าในกระจกนั้น ออกมาจากกระจก ถือมีด และจ้วงแทงข้าไม่ยั้ง ควักไส้ของข้าออกมา ร่างสะท้อนนั้นหัวเราะ กรีดร้อง หัวเราะและกรีดร้องแบบที่ข้าลืมวิธีไปแล้วออกมา

มันควรเป็นฝันร้าย  แต่..ข้าตื่น และข้าเสียดายที่มันเป็นเพียงแค่ความฝัน

บางทีนั่นอาจเป็นคำจำกัดความของ 'เสียสติ'


ตึก...ตึก...ตึก...ตึก


เสียงแปลกหูบางอย่างดังเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
ข้าหุบปาก พยายามยันตัวขึ้น และเงี่ยหูฟังเสียงนั้น จำแนกว่ามันคืออะไร

..ตึก..ตึก..ตึก..ตึก..

ข้าขมวดคิ้วจนหัวหมุนติ้ว ปวดขมับราวกับมันไม่อยากให้ข้าคิด

..ดึก..ตึก..ตึก

..ตึก..ตึก

ตึก
...
..
.


เสียงหยุดลง นานเสียจนข้าควรจะคิดว่ามันเป็นเพียงแค่เสียงของอะไรสักอย่างที่ไม่เกี่ยวกับข้า
หากแต่บางอย่างทำให้ข้ามั่นใจว่ามันจะไม่จบเพียงเท่านั้น


ฉับพลัน เสียงโลหะเสียดสีพื้นดังมาก่อน หลังจากนั้น แสงสว่าง..สว่างจนเจิดจ้าก็โจมตีเข้ามา


ข้าหันไป หรี่ตาจนเล็กหยี หันไปยังจุดที่แสงสว่างเข้ามา

 
..ประตูถูกเปิดออก..


ข้ากระพริบตาถี่ๆ ข้าไม่เห็นสิ่งใดนอกจากแสงสว่าง
ในใจนั้นสบถด่าเร่งให้ข้าลุกขึ้นและวิ่งหนีออกไป วิ่งไปหาแสงสว่าง หนีไปจากโลกมืดมิดแห่งนี้

ใจข้ากู้ก้องคำว่า อิสรภาพ ดังเสียยิ่งกว่าเสียงใด


หากแต่ สิ่งที่ข้าทำได้คือ รอคอยว่าแสงสว่างนั้นมาพร้อมกับอะไร
ไม่สามารถวิ่งหนี ไม่มีเรี่ยวแรงจะขัดขืน มีเพียง อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด


บางอย่างเดินใกล้ข้าเข้ามา สิ่งนั้นบังแสงสว่าง ข้าจึงมองเห็น
 
 
..นางฟ้า?..


ข้ายิ้มหยันราวกับจตใต้สำนึกคิดว่านั่นมันเป็นเรื่องตลกที่สุดที่ข้าจะคิดออกมาได้


"โลกิ" น้ำเสียงของนางคุ้นหู..สั่นเครือ เต็มไปด้วยความเศร้า ไม่ว่ามันคือเสียงของใคร มันทำให้ข้ารู้สึกเศร้าตามไปด้วย

นางคุกเข่าลงข้างๆข้า ประคองศีรษะของข้าขึ้นบนตักของนาง

ตอนนี้ข้าเห็นนางชัดเจนแล้ว

นางเป็นผู้หญิง มีอายุ ผมหยักศกค่อนไปทางหยิกสีทอง ใบหน้าของนางเหมือนกำลังจะร้องไห้ --ไม่นางกำลังร้องไห้


"อย่าร้อง" ข้าเอ่ยเสียงแหบแห้งออกไป ไม่เข้าใจตัวเองว่าเหตุใดจึงเอ่ยไปเยี่ยงนั้น ไม่เข้าใจว่าทำไมความเศร้าของนางทำให้ข้าเศร้าไปด้วย...และ ลึกลึกแล้ว...ข้าไม่เข้าใจตัวเอง แต่มันมีความสะใจอยู่ด้วยที่คนตรงหน้าดูเจ็บปวด


"โลกิ" นางเอ่ยอีกครั้งน้ำเสียงครั้งนี้สั่นเครือยิ่งกว่าครั้งแรก ตอนนี้นางสะอื้น ตัวสั่นสะท้าน


"ท่านคือใคร?" ข้าถามอย่างไม่เข้าใจใจ ..ทำไมนางถึงร้องไห้..ทำไมนางถึงต้องเศร้า..

นางเบิกตากว้างมองข้าราวกับไม่อยากเชื่อคำถามนั้น ก่อนนางจะพยักหน้าคล้ายตัดสินใจกับตัวเอง นางปาดน้ำตาออกแล้วพยายามยิ้ม

"ฟริกกา.." นางเอ่ย สัมผัสของนางช่างอ่อนโยน วิธีที่นางลูบใบหน้าของข้านั้น ราวกับนางรักและหวงแหนข้านัก

นางยิ้มให้ข้า "ข้าฟริกกา แม่ของเจ้า..โลกิ"

"โลกิ?" ข้าสับสน


คำถามของข้าเหมือนจะทำให้ฟริกการ้องไห้อีกครั้ง นางคว้าข้าไปกอดแน่น ลูบผมและหลังของข้าราวกับข้าเป็นลูกเล็กๆของนาง

ข้าทำอะไรไม่ถูก ได้แต่อยู่เฉยๆ จนนางผละออก และประคองใบหน้าข้าอย่างนุ่มนวลแล้วเอ่ยกับข้า "ใช่แล้ว..เจ้าคือโลกิลูกของแม่ โลกิบุตรแห่งฟริกกา เจ้าชายแห่งแอสการ์ด ไม่ว่าใครจะพูดอะไรก็ตาม เข้าใจหรือไม่?"

ในเสียงอ่อนโยนนั้น ข้าสัมผัสได้ถึงความขมขื่นและโทสะที่นางซ่อนไว้ ข้าได้แต่พยักหน้าทั้งๆที่ไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง

"เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ลูกแม่" ฟริกกาเอ่ยถาม นางมองแต่ใบหน้าของข้า ราวกับกลัวที่จะมองร่างกายที่ไม่สู้ดีของข้า

"ดีแล้ว.." ข้าเอ่ยและขดตัวเข้าใกล้ฟริกกา "ข้ามีท่าน..ไม่เป็นไรแล้ว"


คำพูดของข้าทำให้นางร้องไห้จริงๆอีกครั้ง

"ธอร์.." นางเอ่ย

"ธอร์.." ข้าเอ่ยนามเดียวที่ข้าจำได้ในความมืดตามเสียงของนาง


"เจ้าจำธอร์ได้หรือไม่? พี่ชายของเจ้า?" ฟริกกาเอ่ยถาม นางปล่อยให้ข้าซุกตักนาง นางบรรจงลูบผมของข้า และนั่นให้ความรู้สึกราวกับสวรรค์


...การได้สัมผัสใครที่มีเลือดเนื้อ...


"ข้าจำธอร์ได้" ข้าเอ่ยแต่แล้วก็แก้ เมื่อเข้าใจว่านางไม่ได้หมายถึง ข้าจำนามของธอร์ได้หรือไม่ แต่นางหมายถึง..ข้าจำคนที่ชื่อธอร์ได้หรือไม่ "ไม่..ข้าจำเขาไม่ได้..เขาคือพี่ชายของข้า?"

ฟริกกาไม่ได้ตอบคำถามนั้นของข้า หากแต่นางกลับถามข้าต่อ "ธอร์มาหาเจ้าบ้างหรือไม่?"


ข้าคิด..ข้าพยายามนึกว่าธอร์คือใคร และเขามาหาข้าบ้างหรือไม่
 
 
 
..ไม่มี..มีเพียงข้า..กับเงาอันบิดเบี้ยวของข้า..ตลอดมา..ตั้งแต่แรก...
 
 
 
ข้าส่ายหัว และเอ่ยหมายเอาใจนาง "ไม่..แต่ตอนนี้มีท่าน..แค่ท่านก็พอแล้ว"


"ยกโทษให้ธอร์นะ โลกิ" ฟริกกาเอ่ย "เพราะธอร์ไม่มีวันยกโทษให้ตัวเองแน่ หากเห็นเจ้าสภาพนี้"


ข้าไม่รู้จะตอบอะไร ข้าจึงทำแค่พยักหน้าอีกครั้ง

นางยิ้มเศร้าๆให้แก่ข้า

ก่อนที่ช่วงเวลาแห่งความสุขของข้าจะจบลง
เสียงตะโกนจากไหนสักที่เรียกฟริกาา

"ฟริกกา!! รีบไปเร็ว..พวกนี้จะตื่นแล้ว"

ฟริกกาสะดุ้ง เช่นเดียวกับที่ข้าสะดุ้ง
ข้าเลื่อนมือไปกุมมือฟริกกาแน่น ราวกับขอร้องนางว่า อย่าเพิ่งไป
ฟริกกาทำเหมือนจะร้องไห้ แต่นางค่อยๆแกะมือข้าออก และข้ารู้ดีว่านั่นหมายความว่านางกำลังจะไป

ฟริกกาเสยผมตรงหน้าผากของข้าขึ้น และบรรจงทาบริมฝีปากของนางลงบนหน้าผากของข้า
"แม่ขอโทษ โลกิ..แม่สัญญาว่าแม่จะหาทางช่วยเจ้า" 


ข้าร้องไห้และพลิกตัวหันหลังให้นาง ตอนที่นางลุกขึ้น เดินออกไป ปิดประตู ทิ้งให้โลกของข้ามีแต่ความมืดมิด กับ ไอ้กระจกบ้าๆที่มีแสงสลัวๆ


ข้ามองไปที่กระจกอย่างห้ามไม่ได้ และข้าเห็นเงาสะท้อนข้า..ที่ไม่ได้สภาพดูดีกว่าข้าแม้แต่น้อย เป็นแค่ซากเนื้อเน่าๆไม่ต่างกัน หากแต่มันกำลังแสยะยิ้มบิดเบี้ยว..เยาะเย้ยข้า ราวกับมันดีกว่าข้ามาตลอดและตลอดไป


++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
นานหลังจากฟริกกาจากไปและไม่เคยหวนกลับมาอีก


ข้าโกรธนาง


โกรธนางที่ทอดทิ้งข้า


ส่วน ธอร์

ข้าก็เกลียดเขาเช่นกัน

หากเขาเป็นพี่ชายข้าจริง และเมื่อเขาไม่เคยมาหาข้า ไม่เคยคิดจะช่วยข้า
ข้าก็สมควรมีสิทธิ์เกลียดเขา


ข้าอยากให้ทุกคนทรมานเหมือนที่ข้าเป็นอยู่ตอนนี้


ก่อนหน้าที่ข้าจะได้พบฟริกกา
ข้ามักฝันว่าไอ้เงาสะท้อนของข้าฆ่าข้า

แต่เดี๋ยวนี้ ข้าฝันว่ามันฉุดข้าลุกขึ้น ส่งมีดให้แก่ข้า เปิดประตูให้ข้าออกไป ข้ากับมันฆ่าทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า ข้ากับมันย้อมไปด้วยเลือด มันหัวเราะ  ข้าหัวเราะ แม้ว่าข้าไม่รู้ว่าจะหัวเราะได้อย่างไร

จากนั้นมันพาข้าเดินไปที่เก้าอี้สีทองตัวใหญ่อยู่เหนือทุกอย่าง จับข้านั่งลง มันยิ้มให้ข้า และข้ายิ้มให้มัน


ข้าไม่รู้ว่านั่นหมายความว่าอะไร..
แต่บางครั้ง หลังจากข้าตื่นจากฝัน ข้ากลัวตัวเอง
บางครั้งข้าตระหนักว่าตัวเองไม่ต้องการฆ่าใคร
ข้าไม่ได้ต้องการนั่งเก้าอี้สีทองตัวใหญ่นั่น


ข้าแค่ต้องการออกไปจากที่นี่..
 
 
เท่านั้นเอง...


++++++++++++++++++++++++++++++
 

ปล.เพิ่งเห็นว่า .. จริงๆแล้วตอนเขียน มันมีแบ่งตัวอักษรสีดำกับเทาด้วยนะ OTL โพสแล้วสีเดียวกันหมด 55
ปล2. ขอบคุณสำหรับทุกคนที่คอมเม้นจริงๆนะคะ _/\_  เราไม่ได้แต่งฟิคมานานมากแล้ว เกือบประมาณ 4 ปีทีเดียว 55 ที่เลิกแต่งทุกอย่างไป รู้สึกดีใจมากๆเลยล่ะค่ะ ที่ลงแล้วมีคนอ่าน //ฮาาาาา

edit @ 27 May 2012 01:07:40 by น้ำแกงสีฟ้า

ปล3. เพิ่งเห็นว่าคำว่าธอร์กลายเป็นสีเทาแล้วแฮะ..งงกับตัวเองเหมือนกัน 55

edit @ 27 May 2012 01:09:42 by น้ำแกงสีฟ้า

Comment

Comment:

Tweet